posttoday
มองประชามติอังกฤษกับไทย

มองประชามติอังกฤษกับไทย

27 มิถุนายน 2559

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าท้ายที่สุดแม้ว่าจะมีแรงกดดันข่มขู่อย่างไรก็ไม่มีผลต่อการลงประชามติ เมื่อประชาชนได้ตัดสินใจแล้ว”

ประชาชนชาวอังกฤษส่วนใหญ่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วโลกจนเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการเงินของโลกอย่างรุนแรง ด้วยการตัดสินใจโดยการลงประชามติเพื่อถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ทั้งที่ได้รับข้อมูลข่าวสารในเชิงข่มขู่ถึงผลกระทบอันเลวร้ายที่จะติดตามมา หากว่ามีการลงประชามติให้มีการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปจากผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป หรือแม้กระทั่งประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งผู้นำในภาคธุรกิจการเงินและนักวิชาการหลายสำนักที่ออกมาบอกว่า การที่อังกฤษยังคงอยู่ในสหภาพยุโรปจะเป็นผลดีมากกว่าการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปก็ตาม

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการทำโพลเพื่อประเมินผลล่วงหน้าก่อนจะมีการลงประชามติหลายครั้ง และแต่ละครั้งผลออกมาใกล้เคียงกัน แม้ว่าเสียงของผู้สนับสนุนให้อยู่ต่อจะมีมากกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังมีเสียงของผู้ยังไม่ตัดสินใจอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นตัวชี้วัดและตัดสินในการลงประชามติครั้งนี้

ถ้าเรามาพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าประชาชนชาวอังกฤษได้ตัดสินใจตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ได้ใช้ประเด็นในเรื่องการที่จะจัดการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนชาวอังกฤษได้ตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะออกจากสหภาพยุโรปเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งทำให้พรรครัฐบาล ซึ่งเคยได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จนต้องมีพรรคร่วมรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ได้รับการเลือกตั้งกลับมาด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เพราะคนอังกฤษส่วนใหญ่อยากจะให้มีการลงประชามติตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวอังกฤษได้ตัดสินใจตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่าอึดอัดใจและไม่มีความประสงค์ที่จะอยู่กับสหภาพยุโรปอีกต่อไป แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะบอกรัฐบาลได้ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเปิดช่องให้มีการทำประชามติในเรื่องนี้จึงได้ร่วมกันเทคะแนนเสียงให้อย่างท่วมท้น

แต่นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ก็ยังมีความมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งว่าจะมีการเจรจากับทางสหภาพยุโรปเพื่อให้แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องและความอึดอัดใจของประชาชนชาวอังกฤษได้ ซึ่งหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลก็ได้มีความพยายามในการเจรจากับทางสหภาพยุโรปเพื่อขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่ยังเป็นข้อข้องใจและความอึดอัดใจของประชาชนชาวอังกฤษ โดยเฉพาะอำนาจรัฐเหนือรัฐ อำนาจอธิปไตย แต่ทางสหภาพยุโรปไม่ยินยอมที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขแต่ประการใด จนทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่เห็นควรให้อยู่ต่อกับฝ่ายที่เห็นควรให้ออกจากสหภาพยุโรป

ดังนั้น เมื่อประชาชนมีประชามติให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน จึงต้องประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป เพื่อให้พรรคได้มีการเลือกผู้นำที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการที่จะมาบริหารจัดการให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งถึงแม้มาตรานี้จะมีเพียง 250 คำ แต่ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องมีการถกเถียงกันระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป เพราะยังไม่มีใครเคยใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนที่เขียนไว้สำหรับกระบวนการในการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และถึงแม้ว่าจะมีเงื่อนไขในเรื่องของช่วงเวลาสองปีที่ให้มีการเจรจาเรื่องการวางรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรปก็ตาม ปัญหาความไม่แน่นอนระหว่างนี้ก็จะทำให้เกิดความผันผวนและมีผลกระทบต่อภาวะด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่เพียงแต่ของสหราชอาณาจักรยังมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

และแม้ว่านายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน จะประกาศลาออกเพื่อให้พรรคอนุรักษนิยมจะได้มีโอกาสเลือกผู้นำในการดำเนินการในเรื่องการถอนตัวจากสหภาพยุโรป แต่ปัญหาความแตกแยกภายในพรรคและประเด็นปัญหาการเมืองในประเทศอาจนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งอาจจะมีผลต่อกระบวนการในการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ที่ยังไม่มีความชัดเจนด้วย

หากดูผลจากการนับคะแนนในการลงประชามติครั้งนี้จะเห็นได้ว่าเสียงที่ต้องการให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปส่วนใหญ่จะเป็นเสียงของคนในชนบท ซึ่งเป็นคนชั้นกลางและคนที่มีรายได้ต่ำ มากกว่าคนในเมืองซึ่งมีรายได้สูงและอยู่ในภาคธุรกิจ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีความเห็นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเกิดจากช่องว่างของรายได้ ปัญหาการว่างงานและความยากจนที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งภาระภาษีที่ประชาชนชาวอังกฤษจะต้องจ่ายให้กับทางสหภาพยุโรปและปัญหาเรื่องผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกวัน และเป็นภาระที่สมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่ปัญหาที่ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งซึ่งโผล่ขึ้นมาเท่านั้น

สหภาพยุโรปเองก็เริ่มมีความหวั่นไหว เพราะเมื่ออังกฤษถอนตัวได้ก็อาจจะต้องมีประเทศสมาชิกอีกหลายประเทศที่มีพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยม หัวรุนแรงอาจจะเอาเป็นแบบอย่างในการเรียกร้องให้มีการลงประชามติเพื่อถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะส่งผลให้สหภาพยุโรปหันมาใช้วิธีการในการบีบคั้นประเทศอังกฤษในการเจรจาในการวางแนวทาง เรื่องความสัมพันธ์ทางด้านการค้าเศรษฐกิจการลงทุน ความมั่นคงและการควบคุมเขตแดน และเงื่อนไขอื่นๆ ในแนวทางที่จะเป็นการลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับประเทศสมาชิกอื่นๆ แทนที่จะเป็นการแยกกันด้วยดีและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ถ้าสหภาพยุโรปใช้มาตรการดังกล่าวจะทำให้เกิดความปั่นป่วนและเกิดการผันผวนทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองไม่ใช่เพียงแต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังกระทบกับโลกในภาพรวมอีกด้วย

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงการประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญามรดกโลกที่กรุงปารีสก่อนการพิจารณารับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะไม่ต้องการให้มีการใช้อำนาจของคณะกรรมการมรดกโลกซึ่งมีจำนวนเพียงไม่กี่คน ที่ไม่ได้ยึดถือและยังฝ่าฝืนกฎกติกาตามธรรมนูญขององค์การยูเนสโก ข้อบังคับระเบียบและกฎเกณฑ์ ภายใต้อนุสัญญามรดกโลก เหมือนกับใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างไม่ถูกต้อง มาทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยและแผ่นดินไทย ซึ่งกระบวนการขั้นตอนก็เหมือนกัน คือเมื่อมีการแถลงถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลกตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ และได้มีการยื่นหนังสือยืนยันการถอนตัวในนามรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นการถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งหมดถือว่ากระบวนการในการถอนตัวนั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่เรื่องกลับตาลปัตรเพราะรัฐบาลอยู่ในช่วงระหว่างการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี จึงแถลงว่าให้เป็นเรื่องของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในการที่จะยื่นหนังสือเพื่อยืนยันการถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลกดังกล่าวทั้งที่กระบวนการในการถอนตัวนั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วไม่มีความจำเป็นที่ต้องยื่นหนังสือการถอนตัวอีกแล้ว

แต่ในที่สุดรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ก็ยังมีการส่งคณะผู้แทนของรัฐบาลไทยไปร่วมประชุมทั้งที่รัฐบาลไทยก่อนหน้านี้ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิก ก่อนจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้เพื่อไม่มีผลผูกพันกรณีที่ทางกัมพูชาจะใช้มติคณะกรรมการมรดกโลกเป็นหลักฐานพยานในการนำเรื่องนี้กลับไปฟ้องศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งจะเห็นได้จากคำพิพากษาของศาลโลกปรากฏเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกอย่างชัดเจน และรัฐบาลที่ผ่านมารวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศและคณะผู้แทนไทย ที่ทำคดีนี้ในศาลโลกก็ยังแถลงอย่างคลุมเครือยังไม่ทำให้เกิดความกระจ่างว่าคำพิพากษาของศาลโลกที่ออกมาใหม่นั้น เป็นคำพิพากษาใหม่หรือเป็นการตีความในคำพิพากษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ถ้าเป็นคำพิพากษาใหม่ไม่ใช่การตีความ หากมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยและดินแดนไทย เราก็ไม่ควรที่จะยอมรับ แต่กระทรวงการต่างประเทศกลับไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนออกมาเสียที

ที่มาแตะเรื่องนี้เพราะอยากจะให้เห็นอีกภาพหนึ่งว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลผลของการดำเนินการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในกรณีของอังกฤษคงจะต้องมีความชัดเจน เพราะเป็นประชามติที่มาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

สำหรับประเทศไทยอีกไม่นานก็จะต้องมีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากดูบทเรียนจากประเทศอังกฤษแล้วก็คงจะเห็นชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบถึงแม้เขาจะไม่ได้พูด เพราะไม่มีช่องทางหรือไม่มีโอกาสที่จะพูดแสดงความคิดเห็น แต่เขาเหล่านั้นก็มีบทเรียนและได้รับผลกระทบโดยตรงมาหลายครั้งจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การปฏิวัติรัฐประหาร รวมทั้งการมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านและไม่ผ่านการลงประชามติ

จะเห็นได้ว่าประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศเจริญแล้วมีการเสนอแนะข้อมูลทั้งสองด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งมีการแถลงของผู้นำประเทศต่างๆ โลกที่มีลักษณะเชิงข่มขู่ว่าหากมีการถอนตัวทำให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อประเทศอังกฤษและประชาชนชาวอังกฤษเอง ผลของการลงมติก็เป็นการประกาศชัดว่าการข่มขู่กดดันไม่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน

ประเทศไทยก็คงไม่แตกต่างกัน วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจไปแล้วว่า จะไปลงประชามติอย่างไร และเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้แตกต่างจากประชาชนชาวอังกฤษแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญก็คงอยู่ที่รัฐบาลว่า เมื่อประชาชนมีประชามติออกมาในทางหนึ่งทางใดแล้วรัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการให้มีความชัดเจนอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความวุ่นวายที่จะตามมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท