
อดีตที่ยังหลอนของ 3จี
...อรุณ จิรชวาลา
ทราบไหมครับว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ 3จี ในบ้านเรายังเดินหน้าไม่ได้เสียทีคืออะไร ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนี้ก็มีใช้มาประมาณ 10 ปีแล้ว ทั้งๆ ที่เพื่อนบ้านหลายประเทศก็เดินหน้าไปนานแล้ว แต่เรายังย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน เสียเงินเป็นล้านจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมาช่วยศึกษาแล้วหลายราย แต่ดูเหมือนยิ่งมากหมอก็ยิ่งมากความ
ถ้าอยากทราบเหตุผลที่แท้จริงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต 2 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้
เรื่องแรกภาพของความเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยของโทรศัพท์มือถือคนที่มีอำนาจในบ้านเมืองของเราในยุคนี้ส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาในสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ
แม้แต่โทรศัพท์บ้านธรรมดาก็ยังไม่ค่อยมีใช้กันขอติดตั้งสักเครื่องก็ยากเย็น ต้องรอคิวเป็นเดือนบางทีเป็นปี และส่วนใหญ่ต้องเสียเงินทั้งใต้โต๊ะและบนโต๊ะหลายหมื่นบาท
โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกเพิ่งมีใช้ไม่ถึง 20 ปี ขนาดใหญ่เทอะทะ กล้องถ่ายรูปก็ไม่มี ส่งข้อความก็ไม่ได้ แต่ราคาเป็นแสน เป็นของสูง ไม่ใช่เศรษฐีจริงๆ หรืออยู่ในตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีสิทธิได้ใช้ ใครมีติดตัวถือว่าหรูสุดๆ
โทรศัพท์มือถือสมัยนั้นจึงเป็นสินค้านำเข้าฟุ่มเฟือยที่รัฐสามารถเก็บภาษีแพงๆ โดยไม่มีใครเดือดร้อนเหมือนกับรถเก๋ง สินค้าแบรนด์เนมหรือเหล้ากับบุหรี่ต่างประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้โทรศัพท์มือถือแตกต่างจากสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ คือ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีมันก็ได้กลายเป็นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ด้านหนึ่งเป็นเพราะราคาถูกลงอย่างรวดเร็วจากหลักแสนเป็นหลักหมื่น หลักพัน และบางรุ่นก็เหลือเพียงหลักร้อยแล้ว ทำให้คนที่มีรายได้เพียงค่าแรงขั้นต่ำก็หาซื้อมาใช้ได้ อีกด้านหนึ่งเพราะมันได้กลายเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงจนกลายเป็นมาตรฐานของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม
นอกจากนี้ มันยังใช้งานแทนอุปกรณ์อื่นได้อีกหลายอย่างโดยไม่ต้องซื้อหาหรือพกพาต่างหาก เช่น เป็นนาฬิกา นาฬิกาปลุก กล้องถ่ายรูป สมุดจดเบอร์โทรศัพท์ เครื่องเล่นเกม หรือเป็นได้แม้กระทั่งเครื่องรับโทรทัศน์ เป็นต้น
แต่นั่นยังไม่เท่ากับสิ่งที่กำลังมาพร้อมกับเทคโนโลยีหลายๆ จี คือการเชื่อมต่อกับโลกของอินเทอร์เน็ตซึ่งทำให้สามารถรับและส่งอีเมลตลอดจนรับรู้และเข้าถึงระบบข้อมูลและข่าวสารทั่วโลก ทำให้โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ ที่มีต้นทุนในการผลิตเครื่องละไม่กี่บาทมีสภาพเป็นคอมพิวเตอร์ในตัวของมันเอง
และที่ไม่ควรมองข้าม คือ อีกไม่นานโทรศัพท์มือถือในระบบหลายๆ จีจะกลายเป็นอุปกรณ์การศึกษาพื้นฐานของเด็กนักเรียนทั่วโลก แทนที่กระดาษและดินสอ
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเริ่มแก่แต่ยังมีอำนาจหลายคนในบ้านเรานึกไม่ออกและปรับตัวไม่ทัน เพราะยังยึดติดว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ต้องเก็บภาษีที่ต้องหารายได้เข้ารัฐ
ในขณะที่ระบบงบประมาณก็เสพติดส่วนแบ่งรายได้ก้อนโตจนงอมแงม ยากที่จะนึกออกว่าจะหารายได้อื่นมาทดแทนได้อย่างไร
คนในวัยชรา หรือใกล้ชรา มีความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไม่เท่ากัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จะแตกต่างกันออกไปจนหาข้อยุติไม่ได้ ทางที่ดีในคณะกรรมการชุดต่างๆ ควรโละคนสูงวัยออกอย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ใช้ 3จี หรืออินเทอร์เน็ตไม่ใคร่จะเป็นด้วยซ้ำไปแล้วแต่งตั้งคนหนุ่ม คนสาวหรือตัวแทนของกลุ่มคนที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันเข้ามาทำหน้าที่แทน
เรื่องที่สอง เป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ รัฐบาลคุณทักษิณถูกปฏิวัติด้วยข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัวและหลบเลี่ยงภาษี ข้อสมมติฐานที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของหลายคน คือ หากบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดไม่ใช่ของคุณทักษิณ หรือคุณทักษิณไม่ได้ครองอำนาจรัฐ ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะมากกว่านี้
ในทางการเมืองหากรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณจัดเก็บภาษีจากสัมปทาน 3จี ได้น้อยลงกว่าเดิมก็อาจช่วยให้ข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ของคุณทักษิณมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะคุณทักษิณยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้ทำผิดและถูกล้มล้างอำนาจโดยไม่ชอบธรรม
ด้วยเหตุนี้ ในการเปิดประมูล 3จี จึงมีหลายคนที่ตั้งธงไว้ว่า ค่าสัมปทานหรือภาษีที่จัดเก็บได้จะต้องสูงขึ้น บางคนถึงกับออกมาขู่ว่า ถ้ามีเหตุให้รัฐมีรายได้น้อยลงจะต้องมีผู้รับผิดชอบ จะมีการร้องเรียนให้ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ภาพหลอนเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก เพราะสังคมของเราแคบ หาคนที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือปราศจากอคติเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใคร่จะได้ หรือถึงจะมีกระบวนการสรรหาแต่งตั้งก็ยากที่จะทำให้เป็นที่เชื่อถือยอมรับ
ผมอยากบอกรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีว่า ขืนปล่อยไปตามยถากรรมแบบนี้แย่แน่ สงสารเด็กในชนบทห่างไกลที่จะมีโอกาสในการเรียนรู้ไม่ทัดเทียมเด็กในต่างประเทศ สงสารเศรษฐกิจในอนาคตที่จะแข่งขันลำบากเพราะคนทำงานของเรามีทักษะน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน สงสารสังคมโดยรวมที่จะกลายเป็นลูกไล่ของประเทศอื่นเพราะประชาชนมีระดับการพัฒนาที่ต่ำกว่า
มองไปรอบข้างไม่เห็นใครที่จะช่วยเป็นหมอผีปัดรังควานไม่ให้เราถูกภาพในอดีตหลอกหลอนต่อไปได้ เว้นเสียแต่ว่านายกรัฐมนตรีจะลงมาเล่นเอง เพราะนอกจากจะอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจพอที่จะกำหนดนโยบายให้ชัดเจนและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนำไปปฏิบัติแล้ว ยังเกือบจะเป็นนักการเมืองในวงจรอำนาจคนเดียวในขณะนี้ที่ไม่เคยถูกกล่าวหาเรื่องมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำเถิดครับ แค่ประเด็นการศึกษาอย่างเดียวก็คุ้มค่าแล้ว







