
พนักงานดาวเด่น พรสวรรค์หรือพรแสวง (2)
โดย...ดร.กฤติน กุลเพ็ง
โดย...ดร.กฤติน กุลเพ็ง
ต่อจากฉบับที่แล้ว ในแนวคิด ของ ดร.เทอดทูน ไกศรีวิชัยผู้บริหารด้านพัฒนาประสิทธิภาพองค์การ ของ 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีความเห็นคล้อยตามกับงานวิจัยนี้ว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งมาตั้งแต่กำเนิดเพื่อที่จะมาเป็นดาวเด่นขององค์กร
หลักการนี้ได้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางจนกระทั่งถึง “ความเป็นผู้นำ” ก็ไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิด สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขาค้นพบงานที่เขารัก นั่นคือเครื่องกระตุ้นให้พวกเขาสนใจและตั้งใจที่จะฝึกฝนโดยตัวเขาเอง ทักษะก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานสูงได้ในที่สุด โดยองค์กรควรจะมีการออกแบบงานและนโยบายเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอาชีพที่ทำให้พนักงานสามารถค้นพบและพัฒนาทักษะของงานที่เขารัก ซึ่งท่านได้เสริมคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ เค.แอนเดอร์ส อิริคสัน ที่ว่าพวกเราหลายคนเชื่อว่าแต่ละคนมีความเก่งเฉพาะด้านติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าหลักฐานยืนยันถึงความเชื่อนั้นมีน้อยมากเพราะส่วนมากหลักฐานจะสนับสนุนว่าคนเราไม่สามารถมีผลการทำงานสูง โดยปราศจากการฝึกฝนเพื่อให้บรรลุถึงสิ่งนั้นมากกว่า
สำหรับแนวคิดของผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่า พนักงานที่จะเป็นพนักงานดาวเด่นได้นั้น ต้องเป็น คนเก่งและคนดี ต้องประกอบไปด้วยกันทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน คนที่เป็นคนดีได้นั้นส่วนหนึ่งได้มาจากสังคมครอบครัว ได้หล่อหลอมมาตั้งแต่ยังเล็กให้เขาได้มีทัศนคติที่ดี มีคุณธรรม ที่ติดตัวมาหรืออาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมาด้วยยิ่งทำให้ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจด้านนี้ได้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขี้นด้วย หรือที่เรียกว่า “พรสวรรค์”
ส่วนคนเก่งได้มาจากการฝึกฝน ความตั้งใจ และการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลให้เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนเก่งในที่สุด ที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการ คือ “พรแสวง” ถ้าองค์กรใดที่มีทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันแล้วจะส่งผลให้งานทุกอย่างประสบความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กรได้อย่างราบรื่น เพราะมีพนักงานดาวเด่นที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีอยู่ในองค์กรเสียส่วนใหญ่ ถ้าในทางกลับกันองค์กรมีคนเก่งแต่ไม่ค่อยดีก็จะเกิดปัญหาเรื่อง ทีมงาน เกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะส่งผลต่อผลประกอบการขององค์กรโดยรวมได้เช่นกัน
จากทฤษฎีสัตตะปัญญา (seven Intelligences) ได้เขียนไว้ว่า มนุษย์นั้นได้มีความเชี่ยวชาญแบ่งออกเป็นหลายๆ ด้าน
1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
2.ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-MathematicalIntelligence)
3.ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
4.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)
5.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Body-KinestheticIntelligence)
6.ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
7.ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
ถ้าเรามามองถึงคนเก่งในแต่ละประเภท ก็จะมีความเก่งไปในแต่ละด้าน ซึ่งองค์กรก็ต้องเลือกเฟ้นเอาว่า เราจะคัดคนเข้ามาสู่องค์กร ประเภทใดที่วัฒนธรรมองค์กรของเรา ต้องการอยากได้พนักงานที่มีความสอดคล้องกับองค์กรของตนเอง ซึ่งจะทำให้ได้คนที่มีวัฒนธรรมที่เป็นเนื้อเดียวกัน ก็จะทำให้พนักงานที่อยู่ในองค์กรเป็นประเภทเดียวกัน มีแนวคิดที่คล้ายกัน ก็จะทำให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลต่อเป้าหมายและทิศทางขององค์กรในอนาคต







