
บทเรียนจากอังกฤษ
ไม่ว่าโลกจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงเพียงใด จากการออกเสียงลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู
ไม่ว่าโลกจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงเพียงใด จากการออกเสียงลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป หรืออียู ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต แต่นี่คือการแสดงออกถึงเสรีภาพในการกำหนดอนาคต และชีวิตของตนเอง ที่ควรต้องชื่นชม
คนอังกฤษที่ไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติครั้งนี้มีถึง 72% ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งนับว่าเป็นสถิติการใช้สิทธิทางการเมืองที่สูงสุดในอังกฤษตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า คนอังกฤษให้ความสำคัญต่อการออกเสียงประชามติครั้งนี้อย่างมาก
แม้ผลประชามติครั้งนี้จะออกมาก้ำกึ่งสูสีกันอย่างมากระหว่าง 52% ที่ให้อังกฤษแยกตัวจากอียู และ 48% ให้อังกฤษคงอยู่กับอียูเช่นเดิม แน่นอนว่าผลที่ออกมาย่อมต้องมีทั้งผู้พอใจและไม่พอใจ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผลที่ออกมาก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เสียงข้างน้อยแม้พ่ายแพ้ แต่ก็ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ หลังประกาศผลประชามติ จึงไม่มีความวุ่นวายใดๆ ตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในการยอมรับกรอบกติกาประชาธิปไตย
การลงประชามติดังกล่าวก่อกระแสให้หลายกลุ่ม หลายประเทศ เริ่มมีเสียงเรียกร้องในการใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเสรี เช่นกรณีของอังกฤษ
สำหรับประเทศไทย คงเหลือเวลาอีกเพียงแค่เดือนเศษๆ 7 ส.ค.นี้ ประเทศไทยก็จะมีการออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดซึ่งถือเป็นหลักของกติกาต่างๆ ในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจะส่งผลกระทบต่ออนาคตและชีวิตของคนไทยทั้งชาติ
การที่รัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนชาวไทยหรือไม่นั้น แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ มีความสำคัญ และผลกระทบอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่มากไปกว่าการออกมาใช้สิทธิ การแสดงถึงเจตจำนงของคนไทยเจ้าของประเทศว่าจะเลือกอนาคตแบบไหน
แม้ประเทศไทยจะมิได้อยู่ในภาวะประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ภายใต้กรอบที่ขีดจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างน้อยที่สุด การใช้สิทธิออกเสียงแสดงประชามติในครั้งนี้ก็จะเป็นการสะท้อน และแสดงความต้องการต่ออนาคตของแต่ละฝ่ายให้เป็นที่ประจักษ์
ไม่ว่าสิ่งที่เราได้ตัดสินใจเลือกไปนั้น จะได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อยก็เป็นการบ่งบอกถึงเจตจำนงให้ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ อย่างน้อยก็เป็นการย้ำให้เกิดความเคารพต่อเสียงส่วนน้อย และไม่ให้ฝ่ายใด กลุ่มใด ดำเนินการใดๆ ที่ผิดไปจากหลักการประชาธิปไตย และเคารพต่อสิทธิเสรีภาพที่คนไทยส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจต่ออนาคต
ขณะเดียวกัน รัฐบาล ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ควรต้องนำการออกเสียงลงประชามติครั้งนี้ของอังกฤษมาเป็นบทเรียน สิ่งที่น่าชื่นชมของอังกฤษคือการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น จนทำให้ผลการออกเสียงประชามติเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ข้อจำกัดด้านสิทธิเสรีภาพ ในช่วงสุดท้ายที่มีระยะเวลาเพียงแค่เดือนเศษๆ นี้ รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหาแนวทางผ่อนปรน เพื่อให้ประชาชนผู้ออกเสียงได้รับรู้บทบัญญัติภายในรัฐธรรมนูญได้อย่างรอบด้านที่สุด
แม้รัฐบาลจะเสียงแข็งต่อการให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามการจับตาของสังคมโลก ซึ่งมาตรการแข็งกร้าวที่หน่วยงานรัฐกำลังดำเนินการกับฝ่ายต่างๆ ที่กำลังรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญ อาจกลายเป็นข้ออ้างให้นานาชาติดำเนินการในทางที่ไม่เป็นคุณกับประเทศไทย







