posttoday
National e-Payment กับระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทย

National e-Payment กับระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทย

24 มิถุนายน 2559

โดย...ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น

โดย...ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น

ช่วงที่ผ่านมาหลังจากกระแส “FinTech” มาแรงจนแทบไม่มีใครไม่พูดถึง หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ได้มีอีกคำที่ฮิตไม่แพ้กัน คือคำว่า “Any ID” หรือในประเทศไทยใช้ชื่อว่า “PromptPay” ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่านก็น่าจะทราบข่าวการเริ่มลงทะเบียนใช้ Any ID ในวันที่ 15 ก.ค.ที่จะถึงนี้กันแล้วใช่ไหมครับ

Any ID คือโครงการย่อยของการพัฒนาระบบ National e-Payment ของภาครัฐไทย โดยเป็นระบบที่เชื่อมโยงเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคารเข้าด้วยกัน ผ่านระบบกลาง โดยต่อไปนี้ทุกท่านก็จะสามารถโอนเงิน รับ-จ่ายค่าบริการต่างๆ หรือแม้กระทั่งรับเงินสวัสดิการสังคมจากภาครัฐได้ผ่านระบบ “PromptPay”

การพัฒนาระบบการชำระเงินเพื่อให้สังคมไทยไปสู่สังคมที่ปราศจากการใช้เงินสด หรือที่เรียกว่า Cashless Society นั้น นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนและความยากลำบากในการชำระเงินซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แล้ว ยังถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่มีส่วนช่วยแก้ไขระบบโครงสร้างสวัสดิการสังคมและการจัดการสวัสดิการสังคมในประเทศไทยอีกด้วย หลายท่านอาจจะสงสัย
ใช่ไหมครับว่าช่วยอย่างไร

ระบบสวัสดิการสังคมของไทยนั้นค่อนข้างมีความซ้ำซ้อนกันในหลายด้าน และมีปัญหาด้านการจัดการ เพราะมีหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ระบบสวัสดิการสังคมได้สร้างภาระทางการคลังแก่รัฐบาลอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันหลายท่านกลับรู้สึกว่าสวัสดิการเหล่านี้ไม่สามารถสร้างความพอเพียงและทั่วถึงแก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้าได้

หากจะกล่าวถึงระบบสวัสดิการสังคมที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ 1) สังคมสงเคราะห์ คือระบบที่ช่วยเหลือประชาชนโดยไม่มีการเก็บเงินสมทบ 2) ความมั่นคงทางสังคม คือระบบที่สร้างความมั่นคงด้านรายได้ตลอดอายุขัยผ่านกองทุนการออม และ 3) ความคุ้มครองทางสังคม คือระบบที่เน้นตัวบทกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนให้มีความเสมอภาค

รัฐบาลปัจจุบันได้มีแนวทางในการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมโดยแบ่งออกเป็น 4 เสาหลักด้วยกัน คือ

เสาหลักที่ 1 การบริการทางสังคม เช่น การศึกษาและสุขภาพ เสาหลักที่ 2 การประกันสังคม เช่น การมีระบบประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติและระบบบำเหน็จบำนาญ เสาหลักที่ 3 การช่วยเหลือทางสังคม เช่น สวัสดิการแก่ผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือเด็ก และเสาหลักที่ 4 คือการสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมทั้งจากเอกชนและชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น

แนวทางการปฏิรูปดังกล่าวถือเป็นความพยายามที่จะทำให้ระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทยมีความครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัญหาหลักของระบบสวัสดิการสังคมไทย คือ ปัญหาด้านการจัดการและการเข้าถึงสวัสดิการของประชาชน สวัสดิการสังคมในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการให้แบบหว่านแห หรือไม่ได้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการสวัสดิการด้านนั้นอย่างแท้จริง

เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพของปัญหาที่ผมกล่าวถึง ผมขอนำเสนอตัวอย่างสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกันครับสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุนั้นส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อประกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงในวัยที่ไม่สามารถหารายได้จากตลาดแรงงาน สวัสดิการที่สร้างขึ้นเพื่อผู้สูงอายุนั้นหลายท่านอาจคุ้นเคยกันดี เช่น การออมภาคบังคับผ่านกองทุนประกันสังคม การออมภาคสมัครใจผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือแม้กระทั่งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากรายได้ของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่คือภาษีของประชาชน

แนวคิดการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น แรกเริ่มจะมุ่งเน้นที่การให้แบบเฉพาะเจาะจงแก่ผู้ที่มีความเดือดร้อน แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติมีปัญหาในการตรวจสอบว่าผู้ใดมีความเดือดร้อน จึงทำให้เกิดช่องโหว่ในการส่งผ่านเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปสู่กลุ่มเป้าหมาย จนนำมาสู่การร้องเรียนเรื่องความไม่ยุติธรรม

จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ที่เดือดร้อน เป็นการให้แบบถ้วนหน้าแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ

ในความเป็นจริงทุกท่านคงทราบกันดีว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดตามอายุตั้งแต่เดือนละ 600-1,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้รับสวัสดิการใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบาก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณทางการคลังที่รัฐบาลต้องให้ทุกคนในประเทศอย่างเท่าเทียม รัฐบาลจึงไม่สามารถเพิ่มระดับเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกว่านี้ได้

สงสัยกันแล้วใช่ไหมครับว่าการพัฒนาระบบ National e-Payment จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ผมจะขออธิบายให้ท่านมองเห็นภาพนะครับ จากที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการพัฒนาระบบนี้จะทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลกลางที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย รายได้ ฐานภาษี การรับสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ของประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเสียชีวิต รัฐบาลจึงสามารถนำข้อมูลที่มีเหล่านี้ไปใช้วิเคราะห์ เพื่อให้สามารถจัดสวัสดิการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

นั่นหมายความว่ารัฐบาลสามารถลดการให้สวัสดิการแก่ผู้ที่ไม่มีความจำเป็น และนำไปเพิ่มให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนให้ได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่ผู้ยากไร้ หรือแม้กระทั่งการให้ในรูปแบบ Top-up สำหรับผู้ที่อาจมีสวัสดิการอย่างอื่นบ้างแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

การมีฐานข้อมูลดังกล่าวยังช่วยให้สามารถวิเคราะห์เพื่อลดความซ้ำซ้อนของระบบสวัสดิการ และลดปัญหาความไม่เท่าเทียมในการให้สวัสดิการสังคมได้ เช่น คนบางคนอาจได้รับสวัสดิการจากภาครัฐจากหลายแหล่ง ในขณะที่หลายคนอาจจะได้รับเพียงบางโครงการ หรือตัวอย่างในเรื่องของเงินสมทบที่แต่ละรูปแบบสวัสดิการก็จะได้รับเงินสมทบจากภาครัฐในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน เช่น ระหว่างกองทุนประกันสังคมกับกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ช่วยด้านการให้สวัสดิการทางสังคมให้มีประสิทธิภาพ แต่ National e-Payment ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นรายได้หลักของรัฐบาล ผ่านระบบการจัดเก็บภาษีที่มีความโปร่งใสและมีความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพื่อมาจัดสรรสวัสดิการทางสังคมแก่ผู้ยากไร้ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างระบบสวัสดิการสังคมกับระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อให้มีความเกื้อหนุนกันได้ เช่น กลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม เพราะหากบุคคลใดไม่ได้ยื่นแบบฯ อาจส่งผลให้ไม่ได้รับสวัสดิการบางประเภทที่มีการผูกเงื่อนไขกับรายได้พึงประเมิน เช่น เงินค่าเลี้ยงดูบุตร และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าการพัฒนาระบบ National e-Payment ที่จะทำให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลกลางของประชาชนนั้นมีประโยชน์ต่อประเทศในหลายด้าน แต่ประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับหน่วยงานของรัฐทั้งหลายว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการมากขึ้นผ่านการใช้ฐานข้อมูลกลางดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถหลุดพ้นจากการเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท