
ต้องสร้างความกระจ่าง
แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะไม่ยอมรับว่าการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม หรือ จีที 200 ของหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างปี 2551-2552 มูลค่ากว่าพันล้านบาท เป็นการเสีย “ค่าโง่” แต่รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่ยอมดำเนินการใดๆ ต่อกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้
แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะไม่ยอมรับว่าการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม หรือ จีที 200 ของหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างปี 2551-2552 มูลค่ากว่าพันล้านบาท เป็นการเสีย “ค่าโง่” แต่รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่ยอมดำเนินการใดๆ ต่อกรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้
ดังนั้น การเชิญสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม รวมทั้งหน่วยงานที่ซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ จำนวน 16 หน่วยงาน มาร่วมหาทางออก ถือเป็นการสมควรแล้วและจะต้องเร่งสร้างความกระจ่างโดยเร็วด้วย
ทั้งนี้ จะได้พิจารณาว่า สามารถฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้จำหน่ายสัญชาติอังกฤษได้หรือไม่ หรือสามารถเรียกร้องค่าเยียวยาได้หรือไม่ และหน่วยงานใดจะเป็นตัวแทนภาครัฐในการดำเนินการในเรื่องนี้
อย่างไรก็ดี ประเด็นอยู่ที่ว่าในระหว่างที่ศาลอังกฤษได้พิจารณาเอาผิด นายเจมส์ แมคคอร์มิค เจ้าของบริษัท โกลบอล เทคนิคอล ผู้ซื้ออุปกรณ์จากบริษัทดังกล่าวหลายประเทศ อาทิ ประเทศอิรักซึ่งเป็นอดีตลูกค้ารายใหญ่ บาห์เรน เลบานอน ไนเจอร์ และจอร์เจีย ได้ยื่นเรียกค่าชดเชยความเสียหายจากการใช้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพไปแล้ว และศาลได้นำไปประกอบการพิจารณาค่าชดเชยที่บริษัทจะต้องรับผิดชอบ ยกเว้นหน่วยงานของไทยที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ
เมื่อรอจนศาลอังกฤษได้ตัดสินคดีเป็นที่เรียบร้อย และเพิ่งจะตื่นมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ นอกจากเป็นความล่าช้าแล้ว ยังอาจทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุอีกด้วย
ฉะนั้น กองทัพบกในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดซื้อเครื่องจีที 200 มาใช้จำนวนมากที่สุด ต้องกระตือรือร้นสนับสนุนข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างแก่รัฐบาลเพื่อสะสางสร้างความโปร่งใส อดีตผู้บัญชาการทหารบกซึ่งมีส่วนเห็นชอบการจัดซื้ออุปกรณ์แหกตาครั้งมโหฬาร และได้รับความไว้วางใจมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากไม่สมควรมีท่าทีบ่ายเบี่ยงในการคลี่คลายความสงสัยแล้ว ยังจะต้องสนับสนุนรัฐบาลดำเนินการใดๆ เพื่อสนองนโยบายการปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์การขับเคลื่อนสังคมไทยให้รอดพ้นจากปัญหาการทุจริต และจะต้องหาผู้แสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย
การส่งสัญญาณว่า เมื่อซื้อสินค้ามาแล้วใช้การไม่ได้ก็โยนทิ้งไป โดยไม่สมควรตั้งคำถามใดๆ ถือเป็นความย้อนแย้งต่อการดำเนินนโยบายปราบปรามการคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง และหากรัฐบาลไม่กล้าเอาผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เท่ากับเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน อีกทั้งยังปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อความสูญเสียของทหารหาญที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากรัฐบาลจะต้องสร้างความกระจ่างแล้ว หน่วยงานตรวจสอบ คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องเร่งรัดคดีเพื่อเอาผิดกับบริษัทตัวแทนจำหน่าย บริษัท ผู้ผลิตเครื่องจีที 200 รวมทั้งเครื่องอัลฟ่า 6 โดยเร็ว ขณะที่ ป.ป.ช. ต้องเอาผิดกับเจ้าพนักงานของรัฐ ฐานปล่อยปละละเลย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการมูลค่ามหาศาล รวมทั้งมีการจัดซื้อจัดจ้างในราคาแพงเกินจริงและขาดความโปร่งใสโดยไม่ล่าช้า
การเร่งรัดการดำเนินการของทั้งรัฐบาลและหน่วยงานตรวจสอบจะช่วยตอบข้อสงสัยว่าหน่วยงานราชการไทยเสียโง่หรือมีส่วนสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ







