
ดีไซเนอร์ดังเจอแม่แล้ว หลังหายตัวไปอย่างลึกลับ
เจ้าของห้องเสื้อ"ดวงใจ บีส"เผยพบมารดาแล้วหลังหายตัวไปอย่างลึกลับต้องแจ้งความตามหา ระบุมีผู้แจ้งเบาะแสว่าอยู่ที่ รพ.ในศรีราชา
เจ้าของห้องเสื้อ"ดวงใจ บีส"เผยพบมารดาแล้วหลังหายตัวไปอย่างลึกลับต้องแจ้งความตามหา ระบุมีผู้แจ้งเบาะแสว่าอยู่ที่ รพ.ในศรีราชา
จากกรณี นายกีรติ หรือตั้ว ชลสิทธิ์ อายุ 61ปี ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง และเจ้าของห้องเสื้อ"ดวงใจ บีส" เข้าพบ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ สว.(สอบสวน) สน.พญาไท เพื่อลงบันทึกประจำวัน ภายหลังนางสมพร ชลสิทธิ์ อายุ 90 ปี มารดา ซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ถูกลูกของหญิงที่มารดารับมาอุปการะ นำตัวออกจากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา และหายไปอย่างลึกลับ โดยคาดว่าทั้งหมดจะนำนางสมพรไปอยู่ที่บ้านใน จ.ชลบุรี แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด
ล่าสุด เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 23 มิถุนายน นายกีรติ ได้นำตัวนางสมพร ชลสิทธิ์ อายุ 90 ปี มารดา เดินทางจากจ.ชลบุรี โดยรถพยาบาลของ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา มาที่ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เพื่อนำตัวนางสมพรเข้ารักษาและตรวจร่างกาย
นายกีรติ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.พญาไท ตนก็ได้ตามหาแม่ทุกทางจนเมื่อเวลา 20.00น.ของวันที่ 21มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้รับการติดต่อมาจากคนรู้จักว่า มีผู้ป่วยนามสกุลเดียวกับตนเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา แต่ไม่แน่ใจว่าใช่แม่ของตนหรือไม่ จึงตัดสินใจเดินทางไปดูที่ โรงพยาบาลดังกล่าว ปรากฏว่า คนที่มารักษาตัวนั้นเป็นมารดาของตนจริง ซึ่งตอนที่ได้เห็นครั้งแรก แม่กำลังนอนหลับอยู่ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็แสดงอาการว่าจำตนไม่ได้ กระทั่ง เวลาผ่านไปสักระยะ แม่ก็มีทีท่าว่าจำตนได้ ก่อนจะยิ้มแย้มเป็นปกติ ซึ่งต่างจากที่ได้ฟังจากที่แพทย์ที่รักษาว่า ตอนที่แม่เข้ามารักษาตัวตอนแรกนั้น แม่มีอาการอ่อนเพลีย แววตาเหม่อลอย เมื่อแม่มีการดีขึ้น ตนจึงตัดสินใจจ่ายเงินค่ารักษาเกือบ 1 แสนบาท เพื่อพาแม่กลับมารักษาตัวที่รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้แม่เคยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ อีกทั้ง ตนยังรู้จักคนที่นี่ จึงรู้สึกเชื่อใจและคิดว่าอยู่ที่นี่ปลอดภัย เลยไม่ได้กำชับว่าจะต้องมีการคุ้มกันอะไรเป็นพิเศษ โดยวันนี้จะให้แพทย์ตรวจสุขภาพแม่ หากต้องแอดมิด ตนก็จะกลับบ้านไปเอาของมา ถ้าแม่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่ต้องแอดมิด ก็จะพากลับบ้านเดิมของแม่ที่อยู่ใกล้กับรพ.วิชัยยุทธ โดยจะจ้างกาดมาดูแลความปลอดภัยที่บ้านด้วย
นายกีรติ กล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่แม่หายตัวไป ตนรู้ดีว่าแม่อยู่ที่ไหน แต่ไม่กล้าไปนำตัวมา เพราะคู่กรณีเป็นคนพื้นที่ จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และก่อนที่ตนจะพาแม่มาที่กทม. ทางคู่กรณีก็ได้โทรศัพท์มาแล้วพูดในทำนองที่จะไม่ให้เอาแม่ไป แต่ตนตัดสินใจแล้วว่าจะพาแม่กลับมา ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ไม่เคยเจอคู่กรณีเลย อาจจะเป็นเพราะว่าคู่กรณีเข้ามาหาแม่ในเวลาที่ตนไม่ได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้แม่คืนมาแล้ว รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต โดยหลังจากนี้ ตนจะเคลียร์งานตัดชุดที่รับไว้ จำนวน 6-7 ชุด ให้ลูกค้า คิดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี เมื่อทำงานเสร็จก็จะปิดกิจการ เพื่อใช้เวลาที่เหลือในชีวิตอยู่กับแม่และดูแลแม่ให้ดีที่สุด
นายกีรติ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้ยื่นขอเป็นผู้อนุบาลแม่เพียงผู้เดียว (ตอนนี้เป็นผู้อนุบาลร่วมกับคู่กรณี) ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ศาลได้นัดฟังคำพิจารณาว่าจะนัดไต่สวนเมื่อใด ส่วนความขัดแย้งเรื่องมรดกที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช้ประเด็นสำคัญ หากอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ส่วนเรื่องคดีความเรื่องที่แม่หายไปนั้น ตนไม่ได้ติดใจเพราะได้แม่คืนมาแล้ว สำหรับคดีที่คู่กรณีแจ้งความว่า ตนขโมยตู้เซฟนั้น ขอชี้แจ้งว่า ตู้เซฟดังกล่าวเป็นของแม่ตน ขอปล่อยให้เป็นไปตามขบวนการของกฎหมาย ซึ่งจนถึงขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้ประสานมาแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกีรติ จะลงจากรถพยาบาลมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ได้เข้าสวมกอดและหอมแก้ม นางสมพร ผู้เป็นแม่ ที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในรถ ก่อนจะชู 2 นิ้วเป็นสัญลักษณ์สู้ๆ ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพด้วย







