
เบร็กซิต
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
วันนี้เป็นวันที่ชาวอังกฤษจะไปลงประชามติว่าจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หรืออียู หรือไม่
ปกติผมไม่ควรเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันนี้ เพราะผลของประชามติที่จะทราบกันภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอาจทำให้สิ่งที่เขียนไปผิดข้อเท็จจริง แต่ที่ตัดสินใจเขียนเพราะมีหลายคนถามผมว่า ถ้าอังกฤษออกจากอียูจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหรือไม่ เพียงใด รวมทั้งหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างไร เชื่อว่าคงมีท่านผู้อ่านหลายท่านที่มีคำถามคาใจเช่นเดียวกัน หากรอจนทราบผลประชามติ
คำตอบของผมคงมีความหมายน้อยลง
โพลก่อนวันลงประชามติสูสีกันมากระหว่างฝ่ายอยู่กับฝ่ายไป หรือฝ่ายที่อยากให้อยู่ในอียูต่อไปกับฝ่ายที่อยากให้ออก กล่าวคือ โพลล่าสุดที่ผมเห็นให้คะแนนเท่ากันที่ 44% ก่อนหน้านี้ไม่นาน ฝ่ายไปมีคะแนนนำ 2-3% แต่หลังจาก โจ ค็อกซ์ สส.หญิงพรรคแรงงานถูกยิงและแทงเสียชีวิต บางโพลพลิกให้ฝ่ายอยู่กลับขึ้นนำ 2-3%
ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังว่า การแบ่งเป็น 2 ขั้วของชาวอังกฤษในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งอียูในปี 1958 เสียอีก
อียูเป็นชื่อใหม่ของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือ อีอีซี สมัยก่อนมีอีกชื่อหนึ่งว่าตลาดร่วมยุโรป การเปลี่ยนชื่อเป็นอียูในปี 1993 สะท้อนการขยายขอบเขตความร่วมมือจากเรื่องเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นเรื่องการเมืองด้วย
อีอีซี หรือ อียู ในเวลาต่อมา เป็นผลโดยตรงของสนธิสัญญากรุงโรมในปี 1957 เป็นความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก โดยอังกฤษไม่ได้อยู่ในภาพแต่ประการใด
อังกฤษยื่นใบสมัครขอเป็นสมาชิกในปี 1963 และต่อมาในปี 1967แต่ถูกฝรั่งเศสวีโต้ทั้งสองครั้ง มาสำเร็จเอาในปี 1973 หลังจากฝรั่งเศสผ่านพ้นยุคสมัยของชาร์ล เดอโกล
รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นเป็นรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยม ในขณะที่ฝ่ายค้านคือพรรคแรงงานมีความลังเลมากกว่า และประกาศว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะให้มีการทำประชามติ ต่อมาพรรคแรงงานชนะเลือกตั้ง จึงเดินหน้าเรื่องประชามติตามสัญญาในปี 1975 ซึ่งภายในพรรคแรงงานและภายในคณะรัฐมนตรี มีความเห็นแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย รัฐบาลต้องประกาศให้รัฐมนตรีฟรีโวต รวมทั้งอนุญาตให้ออกไปรณรงค์หาเสียงช่วยทั้งสองฝ่าย ผลของการลงประชามติปรากฏว่าฝ่ายอยู่ชนะท่วมท้นในสัดส่วนประมาณ 2:1
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจในปี 1999 ว่าอังกฤษจะเข้าเป็นสมาชิกของยูโรโซน และใช้เงินยูโรแทนเงินปอนด์หรือไม่ อังกฤษกลับปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ว่าฝรั่งเศสกับเยอรมนีจะอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ
ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหน เหตุผลหลักของฝ่ายอยู่คือ เรื่องเศรษฐกิจ โดยเชื่อกันว่าการอยู่ในอียูจะเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษในเรื่องการค้าและการลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการส่งออก ในขณะที่ฝ่ายไปให้ความสำคัญกับเรื่องการอพยพของแรงงาน โดยสรุปว่าจะทำให้แรงงานอังกฤษเสียเปรียบ ถูกแรงงานราคาถูกจากประเทศสมาชิกที่ยากจนกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากยุโรปตะวันออก อพยพเข้ามาแย่งงานทำ
หลังจากการลงประชามติครั้งแรก ฝ่ายอยู่ก็ดูเหมือนจะสามารถรักษาพลังที่มีมากกว่าฝ่ายไปไว้ได้เรื่อยมา แต่ในช่วงหลังมีปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา ที่สำคัญคือเรื่องคลื่นผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางที่ไหลบ่าท่วมยุโรป และเรื่องก่อการร้ายในฝรั่งเศสกับเบลเยียม ทำให้เสียงเรียกร้องของฝ่ายไปกลับดังยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ยิ่งใกล้วันลงประชามติ ตลาดเงินตลาดทุนก็ยิ่งสะท้อนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่จะเกิดจากการถอนตัวออกจากอียู โดยค่าเงินปอนด์และดัชนีราคาหุ้นในตลาดลอนดอนลดต่ำลง แต่ก็ไม่ถึงกับมากนัก
ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าการถอนตัวของอังกฤษจากอียูจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างมากมายแต่ประการใด หากเศรษฐกิจอังกฤษเองจะมีการเปลี่ยนแปลงก็คงค่อยเป็นค่อยไป เพราะนอกจากขั้นตอนการออกจากอียูกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีแล้ว เศรษฐกิจและการเงินของอังกฤษในปัจจุบันยังอยู่ในฐานะค่อนข้างเข้มแข็ง ไม่ได้มีปัญหาหรือถูกบีบคั้นแต่ประการใด นอกจากนี้ เศรษฐกิจอังกฤษก็ไม่ใหญ่โตพอที่หากเกิดอะไรขึ้นจะต้องสั่นสะเทือนไปทั้งโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่ตลาดเงินตลาดทุนจะมีความอ่อนไหวมากกว่า โดยมีการลดความเสี่ยงจากการถือทรัพย์สินในอังกฤษและในสกุลเงินปอนด์ แต่การลดความเสี่ยงไม่ใช่เพิ่งเกิด เป็นไปได้ที่จะเริ่มมานานหลายเดือนแล้ว
ผมอยากจะบอกนักเลงหุ้นทั้งหลายว่า ถึงผลของประชามติจะเป็นการถอนตัวจากอียู ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะตกใจ และราคาหุ้นจะลดลงอย่างถล่มทลาย ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง นักวิเคราะห์กับโบรกเกอร์
ก็จะมีคำอธิบายที่สวยหรูด้วยกันทั้งสิ้น เช่น ถ้าลงก็บอกว่าเป็นไปตามคาด ถ้าขึ้นก็อาจบอกว่าขายเมื่อมีข่าวลือ ซื้อคืนเมื่อเป็นความจริง เป็นต้น
การอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว พูดอย่างไรก็ไม่ผิด แต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่มีสูตรสำเร็จที่จะทำให้คนเล่นร่ำรวย เว้นเสียแต่จะเก็งกำไรถูกทาง ซึ่งหนีไม่พ้นความเสี่ยง
ส่วนตัวผมอยากจะฟันธงว่า ฝ่ายอยู่จะชนะการลงประชามติครั้งนี้ด้วยเหตุผลดังนี้
หนึ่ง การตายของโจ ค็อกซ์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่เธอไปรณรงค์ให้คนอังกฤษลงคะแนนให้ฝ่ายอยู่ ทำให้เกิดกระแสสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่มีจุดยืนกลางๆ ว่าควรให้เกียรติและให้ความเคารพผู้ตาย ไม่ควรให้การตายของเธอสูญเปล่า
สอง รัฐบาลอังกฤษและตัวนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ให้การสนับสนุนฝ่ายอยู่อย่างแข็งขัน แม้ว่ารัฐบาลจะยินยอมให้รัฐมนตรีฟรีโวต รวมทั้งอนุญาตให้ออกไปร่วมรณรงค์กับฝ่ายไปตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ผมเชื่อว่าคาเมรอนในขณะนี้ยังเป็นคนที่มีต้นทุนทางการเมืองสูง ยังเป็นคนที่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือคำพูดและความคิดเห็นของเขาจึงน่าจะเพิ่มน้ำหนักให้กับฝ่ายอยู่ไม่มากก็น้อย
สาม เป็นเรื่องปกติของสังคม ไม่ว่าชาติไหน ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและไม่ชอบความเสี่ยง ซึ่งการออกจากอียูย่อมมีความไม่แน่นอนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ต่างจากการอยู่ต่อไปซึ่งทุกคนคุ้นเคย
กลุ่มที่จะทำให้ฝ่ายอยู่ชนะ คือกลุ่มที่อยู่ตรงกลาง ที่มีอยู่อย่างน้อยสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่ายังไม่ตัดสินใจนั่นเอง







