posttoday
ไทยดูดเอฟดีไอเพิ่ม3เท่าตัว

ไทยดูดเอฟดีไอเพิ่ม3เท่าตัว

23 มิถุนายน 2559

อังค์ถัดเผยรายงานลงทุนโลก ไทยรับเอฟดีไอ 3.87 แสนล้าน สูงสุดเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน

อังค์ถัดเผยรายงานลงทุนโลก ไทยรับเอฟดีไอ 3.87 แสนล้าน สูงสุดเป็นเบอร์ 5 ของอาเซียน

รายงานการลงทุนโลก ปี 2559 ของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยว่า ปริมาณเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ที่ไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.87 แสนล้านบาท) ทว่ายังต่ำกว่าเอฟดีไอที่ไหลเข้าทำสถิติเมื่อปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 1.294 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.55 แสนล้านบาท)

ส่วนการออกไปลงทุนของไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 76% อยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.81 แสนล้านบาท) ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตอุตสาหกรรมประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในเดือน เม.ย. 2558 ไทยและเมียนมาร่วมลงนามข้อตกลงพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย มูลค่าการลงทุน 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.02 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ ไทยมีเอฟดีไอไหลเข้ามากที่สุดอันดับ 10 ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แต่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ตามลำดับ และไทยอยู่ในอันดับ 8 ประเทศที่ออกไปลงทุนมากที่สุด ตามหลังจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ขณะที่เอฟดีไอที่ไหลเข้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 1.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.44 ล้านล้านบาท) โดยประเทศที่มีรายได้ระดับต่ำส่วนใหญ่มีเอฟดีไอเพิ่มขึ้น สวนทางกับประเทศที่มีรายได้สูงอย่างสิงคโปร์ที่มีเอฟดีไอไหลเข้าลดลง 4% อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.29 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจระยะสั้นฉุดให้เอฟดีไอที่ไหลเข้าอินโดนีเซียลดลงถึง 29% อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 แสนล้านบาท)

ในภาพรวมนั้น ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเป็นภูมิภาคที่เป็นผู้รับเอฟดีไอรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยฮ่องกง จีน สิงคโปร์ และอินเดีย ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติได้มากที่สุดในประเทศกำลังพัฒนาเอเชีย ซึ่งฮ่องกงแซงหน้าจีนขึ้นเป็นผู้รับเอฟดีไอมากที่สุดอันดับสองของโลกอยู่ที่ 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.16 ล้านล้านบาท) รองจากสหรัฐเท่านั้น โดยเพิ่มจากปีก่อนถึง 53% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลงทุนในตลาดหุ้น

สำหรับกระแสเอฟดีไอที่ไหลออกจากเอเชียนั้น ลดลง 17% อยู่ที่ 3.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.6 ล้านล้านบาท) โดย จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เป็นผู้ออกไปลงทุนต่างชาติมากที่สุดตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการควบรวมกิจการและการขยายตัวของธุรกิจข้ามชาติรายใหญ่ ขณะที่การออกไปลงทุนของจีนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 4% สูงสุดทำสถิติอยู่ที่ 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.9 ล้านล้านบาท) แต่ยังตามหลังสหรัฐและญี่ปุ่น ในฐานะผู้ลงทุนมากที่สุดในโลก

ขณะที่อาเซียนยังนิยมเข้าไปลงทุนยังอยู่ในประเทศเอเชียอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ โดยกระแสเอฟดีไอไหลออกจากอาเซียนโดยรวมลดลง 11% อยู่ที่ 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.36 ล้านล้านบาท) สิงคโปร์ยังครองแชมป์เป็นผู้ลงทุนในต่างประเทศมากที่สุดแม้การลงทุนจะลดลง 9% จากปี 2557

รายงานยังระบุว่า การลงทุนจากต่างชาติมีแนวโน้มไปยังประเทศเอเชียรายได้ต่ำมากขึ้น โดยเมียนมามีเอฟดีไปไหลเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 200% อยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) และมีแนวโน้มขยายตัวดี เช่นเดียวกับเวียดนาม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบรรดาบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งโรงงาน

ทั้งนี้ การขยายตัวของการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ยังนับเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นเอฟดีไอทั่วโลกในปี 2558 ให้เพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อน อยู่ที่ 1.76 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 62 ล้านล้านบาท) สูงที่สุดทุบสถิติตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2551-2552

ปริมาณเอ็มแอนด์เอในปี 2558 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 25.4 ล้านล้านบาท) จาก 4.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15.2 ล้านล้านบาท) ในปีก่อน โดยมีข้อตกลงของบริษัทยาสหรัฐ แอคทาวิส และอัลเลอร์แกน จากไอร์แลนด์ สร้างมูลค่าสูงสุดอยู่ที่ 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.39 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ดี ยูเอ็นคาดการณ์ว่า เอฟดีไอจะลดลง 10-15% ในปี 2559 นี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความต้องการมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ยังมีการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เกินความต้องการในบรรดาประเทศส่งออก นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากนโยบายปราบปรามการเลี่ยงภาษีที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท