
เร่งลงทุนไอทีรับกระแสโลจิสติกส์บูม
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
จากผลสำรวจของบริษัทวิจัย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เกี่ยวกับตลาดโลจิสติกส์ของประเทศ ไทยที่มีการเติบโต 7.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 85.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 3 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงไปได้อย่างต่อเนื่อง ตลาดโลจิสติกส์ก็จะบูมไม่แพ้กัน
นพดล เจริญทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เอสเอพี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ระบบซอฟต์แวร์ของเอสเอพีรองรับการทำงานภายในองค์กรกว่า 25 อุตสาหกรรมซึ่งเป็นรายใหญ่ทั้งสิ้น และธุรกิจต่างๆ ก็มองว่าการเตรียมพร้อมเพื่อรับเทรนด์ดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น
“โซลูชั่นที่ลูกค้านิยมใช้งานเป็นหลัก จะเป็นกลุ่มน้ำมัน พลังงาน น้ำดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าและขนส่ง เป็นต้น เพราะธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องการเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นให้มากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลของลูกค้าและช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว” นพดล กล่าว
เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ กล่าวว่า บริษัทเจดับบลิวดีกรุ๊ปมีบริษัทในเครือกว่า 20 แห่ง รายได้ในไทยปีที่ผ่านมา 2,800 ล้านบาท เชื่อว่าปีนี้จะโตอย่างต่อเนื่อง
“โครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่ 4 ด้าน คือ 1.คลังสินค้าอันตราย 2.คลังสินค้าทั่วไปเขตปลอดอากร 3.ยานยนต์ 4.ห้องเย็น จะแบ่งรายได้เท่าๆ กัน เฉลี่ยอันละ 20% ที่เหลือกระจายไปในกลุ่มธุรกิจอี-โลเกชั่นเซอร์วิสหรือการย้ายบ้านให้แก่หมู่บ้านและทุกธุรกิจที่ต้องการขนย้าย จากสถิติที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการโตเฉลี่ย 8-10% ทุกปี ปีนี้คาดจะโตต่อเนื่อง แต่ต้องดูภาวะเศรษฐกิจด้วย เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจอาหารเจอผลกระทบหนักมาก ทางเราก็ได้รับผลกระทบด้วย จึงต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังก่อน”
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายพื้นที่คลังสินค้าในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยในส่วนของการขยายธุรกิจไปทั่วอาเซียนจาก 7,000 ตร.ม.เป็น 7 หมื่น ตร.ม. ในส่วนของห้องเย็นและคลังสินค้าทั่วไป โดยใช้เงินลงทุนไม่เกิน 3,000 ล้านบาท งบในส่วนนี้จะรวมการเข้าซื้อธุรกิจในต่างประเทศด้วย
“เจดับบลิวดีกรุ๊ปมีแผนจะเข้าไปทำตลาดในเออีซีช่วงแรก คือ ลาวเมียนมา กัมพูชา เพราะธุรกิจห้องเย็นที่ต้องการขนส่งอาหารแฟรนไชส์จากไทยไปยังต่างประเทศมีการเติบโต ซึ่งตอนนี้มี 3,000 ตร.ม. และคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มคลังสินค้าเพื่อรองรับการขยายธุรกิจของลูกค้าให้มากขึ้น” เอกพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเจาะกลุ่มโลจิสติกส์ด้านอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งและมีโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างพร้อมแล้ว รวมทั้งมีลูกค้ารายใหญ่อย่างอาลีบาบาที่จะเข้ามาเจาะตลาดไทยก็ได้หาบริษัทโลจิสติกส์ที่แข็งแรงมาช่วยด้านการขนส่ง
“บริษัทลงทุนเฟสแรกในบริษัทใหม่ประมาณ 60 ล้านบาท และมีทีมพาร์ตเนอร์ค่อนข้างพร้อมหมดแล้ว คาดว่าจะเปิดตัวได้ช่วงปลายปีนี้และลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการก็ค่อนข้างมีความแข็งแรง ตอนนี้สิ่งที่เราต้องหาเพิ่มเติมคือรถขนส่งรายย่อยเพื่อช่วยเสริมในการจัดส่งเพิ่มเติม โดยเราจะมีศูนย์กลางในการรับสินค้าแต่ยังขาดทีมขนส่งขนาดเล็ก เชื่อว่าเมื่อได้ในส่วนต่างๆ ครบ บริษัทจะมีโอกาสในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น” เอกพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้โซลูชั่นเอสเอพี บิสิเนสวันนั้น เป็นการเสริมให้ธุรกิจมีความแข็งแรงขึ้น เพราะบริษัทมีระบบซอฟต์แวร์ด้านโลจิสติกส์อยู่แล้วเพื่อใช้งาน แต่การได้ระบบของเอสเอพีเข้ามาเพิ่มเติมในเรื่องการวิเคราะห์ผลและเก็บข้อมูลหลังบ้านเพื่อช่วยให้ประเมินและตัดสินใจด้านต่างๆ ได้เร็วขึ้น
“บริษัทมีซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานภายในองค์กรอยู่แล้วและใช้งบในการพัฒนาไอทีต่อเนื่องประมาณ 20 ล้านบาท ส่วนการลงทุนใช้งานระบบบิสิเนสวันของเอสเอพีในเฟสแรกสำหรับ 4 บริษัทในเครือ อยู่ที่ 10 ล้านบาทและที่เหลืออีก 16 บริษัท จะทำในเฟสถัดไปใช้เงินลงทุนของปีหน้าอีก 10 ล้านบาท” เอกพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ การลงทุนด้านไอทีอย่างต่อเนื่องเพราะบริษัทต้องการตอบสนองด้านดิจิทัลอย่างเต็มที่เพราะช่วยลดต้นทุนและงบในการบริหารจัดการก็ไม่สูงมาก ตอบสนองการขยายธุรกิจไปต่างประเทศได้อย่างดีด้วย







