
อัดฉีดรากหญ้า โอกาสโกยคะแนนนิยม
ต้องลุ้นกันต่อไปสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ประจำเดือน พ.ค. 2559 พบว่าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 85 ในเดือน เม.ย. เป็นผลมาจากความกังวลต่อปัญหาภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ประกอบกับในเดือนนี้เป็นช่วงของการเปิดภาคเรียน ทำให้มีคำสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าในภาพรวมอยู่ที่ระดับ 98.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.2 ในเดือน เม.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าการลงทุนของภาครัฐที่ผ่านมาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งผลดีต่อการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคตและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ฟังมาถึงตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะดี
ต้องลุ้นกันต่อไปสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ประจำเดือน พ.ค. 2559 พบว่าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 85 ในเดือน เม.ย. เป็นผลมาจากความกังวลต่อปัญหาภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ประกอบกับในเดือนนี้เป็นช่วงของการเปิดภาคเรียน ทำให้มีคำสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าในภาพรวมอยู่ที่ระดับ 98.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.2 ในเดือน เม.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าการลงทุนของภาครัฐที่ผ่านมาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งผลดีต่อการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคตและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ฟังมาถึงตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะดี
แต่เมื่อย้อนกลับมาดูทีละประเด็นจะเห็นว่าความกังวลต่อปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลายนั้น เป็นการคลี่คลายในส่วนของเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการที่เชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะมีเงินมาใช้หนี้และมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ แต่ถามว่าวันนี้ฝนตกแล้วเกษตรกรมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นทันทีเลยหรือไม่ และเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วเกษตรกรจะมีเงินเหลือเพียงพอที่จะดำรงชีพหรือไม่ คำตอบคือยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ รายได้ก้อนแรกต้องเอาไปใช้หนี้นอกระบบก่อน เพราะเป็นหนี้ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุดหากไม่รีบจ่าย ที่เหลือก็นำไปใช้หนี้ในระบบ หรือไม่ก็นำไปซื้อของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่จะคาดหวังถึงขั้นให้เกษตรกรหรือรากหญ้ามีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้หรือไม่ยังต้องรอลุ้น
ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลมองเห็นชัดว่าคงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมไม่ได้ การประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้จึงมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในฤดูกาลผลิตใหม่ปี 2559/2560 อาทิ การจ่ายเงินลงให้เกษตรกรโดยตรงไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินรายละ 10 ไร่ หรืออัดฉีดเงินให้กับเกษตรกรสูงสุดครอบครัวละ 1 หมื่นบาท การพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 2 ปี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ทางการเงิน ส่งเสริมการสร้างเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ และสุดท้ายทำโครงการประกันภัยนาข้าวให้ลูกค้าฟรี
วงเงินทั้งหมดที่ใช้ 45,589 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ครอบคลุม 3.7 ล้านครัวเรือน แปลความว่าชาวนาทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนเอาไว้จะได้เงินช่วยเหลือในปีนี้สูงสุดครอบครัวละ 1 หมื่นบาท หนี้ที่จะต้องนำเงินที่ขายข้าวได้ไปใช้ชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ก็ไม่ต้องชำระเป็นเวลา 2 ปี (ระวังจะเสียวินัยทางการเงินเหมือนในยุคประชานิยมนะ) และถ้าชาวนาประสบปัญหานาล่มไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด รัฐบาลก็มีโครงการประภัยนาข้าวให้ฟรีๆ อีกต่างหาก สรุปก็คือหนี้ก็ไม่ต้องใช้ในปีนี้ ไม่ว่าจะเกิดมหาอุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง หรือภัยอะไรก็ตาม ชาวนาก็จะมีรายได้จากการปลูกข้าวแน่นอน เพราะรัฐบาลทำประกันให้ฟรี แถมได้เงินสดไปใช้ฟรีๆ อีก
ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าสิ้นปีนี้ชาวนาทั่วประเทศจะมีเงินเต็มกระเป๋าแน่นอน ซึ่งว่ากันตามทฤษฎีเงินต้องหมุนจากฐานรากซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนอีกไม่รู้กี่ตลบ ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนกล้าตัดสินใจลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเชิดหัวขึ้นจะเป็นรูปไนกี้ตามที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เคยประกาศไว้หรือจะเป็นตัววี ตัวยู อะไรก็เอาเถอะ ขอแค่ให้เชิดหัวขึ้นสักที เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีความพยายามมาหลายครั้งแต่ก็ยังไม่เห็นผล
ความพยายามกระตุ้นรากหญ้าครั้งนี้ ทุกคนต้องช่วยภาวนาให้ประสบผลสำเร็จ เพราะจะมีนัยสำคัญต่ออนาคตคนทั้งประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง เพราะหากดูตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติวางไว้ การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นราวปลายปี 2560 นั่นก็หมายความว่า หากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากให้ครั้งนี้ได้ผล ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินมหาศาลในปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ผสมผสานกับการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการผลักดันโครงการประชารัฐ
หากทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก็เชื่อมั่นว่าปี 2560 เศรษฐกิจไทยจะเด้งดึ๋งๆ จากที่ห่อเหี่ยวมานานหลายปี ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยจะเดินเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง และหากประชาชนเห็นว่าภายใต้การบริหารของ คสช.ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี นั่นก็แปลความว่ารัฐบาลของบิ๊กตู่จะกอบโกยคะแนนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ถึงเวลานั้นประชาชนอาจจะออกมาเรียกร้องว่ายังไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ ขอให้ คสช.บริหารประเทศต่อไป
ใครจะไปรู้...!







