
ดุลบัญชีเดินสะพัดขยายตัวดีที่สุด
บลูมเบิร์กรายงานว่า ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เช่น เกาหลีใต้ จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยขยายตัวถึง 10.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสแรกปี 2559 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น
บลูมเบิร์กรายงานว่า ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดขยายตัวดีที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เช่น เกาหลีใต้ จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยขยายตัวถึง 10.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสแรกปี 2559 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น
รายงานระบุอีกว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงถือเป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% ของความต้องการพลังงานในประเทศ นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีน หลังจากในปี 2558 มีชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยประมาณ 7.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 70%
นอกจากนี้ อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวยังช่วยให้ไทยสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.03 แสนล้านบาท) ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและในกรณีที่เกิดภาวะทุนไหลออกได้
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กระบุด้วยว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ข่าวดีด้านเดียวเสมอไป เนื่องจากยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่ภาคเอกชนและครัวเรือนใช้จ่ายหรือลงทุนน้อย แม้ว่าราคาพลังงานจะถูกลงก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ ที่ระบุว่า อัตราการออมในไตรมาสเดียวกันนี้ขยายตัวขึ้นอยู่ที่ 33% ของจีดีพี ขณะที่ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนปรับตัวลดลง







