นายกฯเห็นชอบแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา-ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ
นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จพร้อมแผนการเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ
นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จพร้อมแผนการเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ
เวลา 09.00 น. วันที่ 22 มิ.ย. ณ ห้องประชุมการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เรื่อง แนวทางการดำเนินงานของการท่าอากาศยาน และความต้องการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมถึงการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตัวแทนภาคเอกชน และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
พันเอกหญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนรีเปิดเผยผลการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในตอนต้นก่อนการประชุมว่า ขอให้การประชุมครั้งนี้ตระหนักถึงศักยภาพของประเทศไทยที่สามารถพัฒนาได้อีกในหลายสาขา เช่น การพัฒนาพื้นที่ฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่จะสามารถสร้างประโยชน์และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่นอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เป็นต้น พร้อมกับขอบคุณกองทัพเรือที่ให้ความร่วมมือในการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เช่นการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ
จากนั้น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวบรรยายสรุปภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกว่า บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเคมีของประเทศคิดเป็นเงินลงทุนร้อยละ 36 ของประเทศ (1.9 ล้านล้านบาท) ผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาอุตสาหกรรมสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 39) โดยรัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม มุ่งเน้นพัฒนาระบบขนส่งทางรางและสร้างโครงข่ายมอเตอร์เวย์ เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางและลดเวลาในการขนส่งสินค้าลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางโดยจะเชื่อมเมืองหลัก และเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านโลจิสติกส์มุ่งเน้นเป็นศูนย์กลางการคมนาคมพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค และด้านการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูง กทม. พัทยา ระยอง พร้อมสร้างท่าเรือเฟอรี่เชื่อมโยงอ่าวไทย พัทยา จุกเสม็ด ชะอำ และพัทยา เสม็ด เกาะช้าง เป็นต้น
ทางด้าน นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน โดยเตรียมร่างกฎหมายสนับสนุนการลงทุน พร้อมจะพัฒนาต่อยอดความพร้อมด้านอุตสาหกรรมและบริการในอนาคต เพื่อทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้จักด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กโทรนิกส์ และปิโตเคมี สำหรับความสำเร็จในการลงทุนของภาคเอกชนในระยะเวลาอันใกล้ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีเอกชนพร้อมลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ได้แก่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐาน 400,000 ล้านบาท ที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล 400,000 ล้านบาท และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 200,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกคือการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่ข้างเคียง
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามและเร่งรัดแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนน ราง ท่าเรือและอากาศ โดยเร่งรัดให้ดำเนินการให้รวดเร็ว ตอบสนองการพัฒนาทั้งระบบโครงการหรือแผนงานไดมีงบประมาณแล้วก็เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาหรือรวดเร็วกว่านั้น ที่สำคัญจะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่าง 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา สำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ดนั้นมีความสำคัญที่ จะช่วยยกศักยภาพเรื่องการขนส่งและการท่องเที่ยวเช่น จุดจอดเรือยอร์ช และเชื่อมกับภูเก็ต จุดจอดเรือเฟอรี่ ที่สำคัญที่สุดจะต้องดูเรื่องการเชื่อมโยงไปท่าเรืออื่นๆ เช่น แหลมฉบัง และสนามบินด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ s Curve นายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาเรื่องธุรกิจสีเขียวและวางแผนให้ชัดเจน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหา เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ต้องไปดูให้ละเอียดและแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ
โดยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และมอบหมายให้จัดทำแผนปฏิบัติการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หากมีประเด็นข้อกฎหมายหรืออุปสรรค ให้รีบนำเสนอเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว ทั้งนี้ ขอให้รับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่และสร้างความเข้าใจ ว่าการพัฒนานี้จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสและยกรายได้ของประเทศ อย่างยั่งยืน







