
Brexit การลงประชามติ ประท้วงสังคม
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
พักนี้เห็นใครต่อใครสนใจข่าวการลงประชามติของชาวอังกฤษว่า จะลงประชามติให้อังกฤษเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไป หรือจะให้แยกตัวออกไป ยิ่งในสื่อสังคมออนไลน์วิเคราะห์กันน่ากลัวว่าถ้าอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วนอย่างรุนแรงไม่แพ้ตอนที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
ส่วนตัวผมเชื่อว่า ไม่ว่าอังกฤษจะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปหรือออกจากสหภาพฯ เศรษฐกิจโลกจะทรงๆ ทรุดๆ อยู่เหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม เพราะไม่ว่าอังกฤษจะอยู่ในอียูหรือออกจากอียู ยุโรปยังต้องรับมือกับปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกกลางต่อไป และอังกฤษไม่ใช่ประเทศที่รับผู้อพยพเข้ามาดูแลมากเพื่อแบ่งเบาภาระของอียูเหมือนประเทศอื่น เช่น เยอรมนี อิตาลี หรือฝรั่งเศส
ส่วนเรื่องการค้าระหว่างอังกฤษกับอียู ผมเชื่อว่าถ้าอังกฤษถอนตัวออกไป รัฐบาลอังกฤษกับอียูคงรีบเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน เพราะเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย อังกฤษเองเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐอเมริกา ถ้ามีปัญหาด้านเศรษฐกิจสหรัฐคงต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นอังกฤษยังมีความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจการค้ากับกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอย่างใกล้ชิด การออกจากอียูจึงไม่น่าทำให้เศรษฐกิจอังกฤษถดถอยไปกว่าเดิม
ส่วนด้านอียูนั้น ตราบเท่าที่สมาชิกสำคัญอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลียังให้ความสนับสนุน เศรษฐกิจของอียูไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการถอนตัวของอังกฤษจนเกินกว่าปกติ
ที่พูดเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในกรณีที่อังกฤษถอนตัว เพราะมีผู้เชี่ยวชาญออนไลน์บางคนวิเคราะห์ว่าการถอนตัวของอังกฤษจะทำให้ระบบการเงินของโลกโดยเฉพาะของอังกฤษและอียูปั่นป่วนง่อนแง่น ไม่มั่นคง และบางทีเลยเถิดวิเคราะห์สถานการณ์โยงเข้ามาถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งผมพยายามมองอย่างไรก็ไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ ได้แต่หวังว่า คนในสังคมออนไลน์จะอ่านบทวิเคราะห์ที่โพสต์กันอย่างมีสติ ไม่วิตกวิจารณ์จนเกินกว่าเหตุ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะกลัวเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาถ้าอังกฤษถอนตัวจาก EU
ความจริงในส่วนผลกระทบที่อาจมาถึงไทยโดยตรงนั้น ในรอบสองสามปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าขายระหว่างไทยกับอังกฤษและสหภาพยุโรปก็ลดน้อยลงจากเดิมมาก เหลือเพียงไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย และผมไม่คิดว่าถ้าอังกฤษถอนตัวจากอียูแล้ว นโยบายการค้าระหว่างอียูหรืออังกฤษกับไทยจะเปลี่ยนไปจากเดิม ถ้าเขาจะห้ามไม่ให้สายการบินไทยบินเข้าประเทศ หรือห้ามอาหารทะเลจากไทยเข้าประเทศ เขาคงห้ามเพราะเหตุอื่นที่ทราบกัน ไม่ใช่เพราะอังกฤษถอนตัวจากสหภาพฯ อย่างแน่นอน
ก็ไม่แน่นะครับว่า ถ้าอังกฤษถอนตัวจากอียู ไทยอาจมีโอกาสขายสินค้าเกษตรไปอังกฤษเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าเกษตรจากประเทศอียูแพงขึ้นในช่วงที่เขาเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันใหม่
ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหลังการลงประชามติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นปกติ ผมเชื่อว่าในระยะสั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินปอนด์และยูโร การเคลื่อนย้ายเงินทุนบ้าง เพราะผลทางด้านจิตวิทยา เช่น ถ้าอังกฤษถอนตัว เงินปอนด์อาจจะอ่อนค่าลง เงินดอลลาร์และเงินเยนแข็งค่าขึ้น ทำให้สหรัฐชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก อาจถึงต้นปีหรือกลางปีหน้า ญี่ปุ่นอาจเพิ่มเงินในระบบด้วยคิวอีรอบใหม่ ทองคำราคาแพงขึ้น ซึ่งว่าไปแล้วเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีข่าวการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เช่น การขึ้นลงของราคาน้ำมัน หรือแม้แต่การคาดคะเนว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ในตลาดเงินและตลาดทุน หลังจากนั้นธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะออกมาตรการสนับสนุนให้ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามนโยบายที่ต้องการ ซึ่งเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดการเงินและตลาดทุน รวมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่โลกเผชิญอยู่ทุกวันนี้ และจะต้องเผชิญต่อไปไม่ว่าอังกฤษจะอยู่หรือถอนตัวจากอียู
ผมว่าทางที่ดีหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยเรามากขึ้นดีกว่า เพราะสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสพบนักลงทุนที่ตัดสินใจจะไปลงทุนที่เวียดนาม ผมถามว่าทำไมเขาตัดสินใจไปลงทุนที่เวียดนาม เพราะเวียดนามเป็นสมาชิก TPP และค่าแรงถูกกว่าไทยหรืออย่างไร คำตอบที่ได้คือ เรื่องการเป็นสมาชิก TPP และเรื่องค่าแรงงานนั้น เป็นแค่บางปัจจัยที่ทำให้เขาตัดสินใจไปลงทุนที่เวียดนาม แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ เขาคิดว่าประเทศไทยไม่มีเสน่ห์ในการลงทุนเหมือนเดิมอีกแล้ว (Thailand is not sexy for investment anymore)
ผมไม่กล้าถามต่อว่าทำไมเขาถึงคิดว่าประเทศไทยไม่มีเสน่ห์ในการลงทุน กลัวเขาจะว่าทำไมไม่รู้จักคิดอะไรเองบ้าง ผมว่าปัญหานี้น่าสนใจกว่าปัญหา Brexit เป็นกอง
อย่างไรก็ตาม ผมอดอิจฉาคนอังกฤษและภูมิใจแทนเขาไม่ได้ที่มีโอกาสได้ตัดสินใจในนโยบายสำคัญของรัฐและสำคัญขนาดทำให้คนทั้งโลกต้องติดตามว่า เขาจะตัดสินใจอย่างไร
ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ผมยอมรับว่าติดตามดูผลการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ติดตามเพราะเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นถ้าอังกฤษถอนตัว แต่ติดตามเพราะอยากทราบว่า คนอังกฤษจะเลือกแนวทางชาตินิยม เบื่อระบบการเมืองแบบเก่า หาแพะรับบาปมาสังเวยปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ใช้วิธีการหาเสียงแบบสร้างอารมณ์ไม่ต้องมีเหตุผล หรือสร้างเหตุผลขึ้นมาสนับสนุนแนวความคิดของตัวเอง หรือจะลงประชามติโดยตั้งอยู่บนข้อมูลและหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แต่เข้าใจยากที่นักวิชาการ ข้าราชการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองในระบบนำเสนอ เพราะดูเหมือนว่าโรคเบื่อนักการเมืองหน้าเดิมๆ ระบบการเมืองและการปกครองแบบเดิมกำลังระบาดไปทั่วโลก
ผมจึงสนใจว่าคนอังกฤษเจ้าตำรับประชาธิปไตยและการปกครองแบบผู้ดียึดหลักจารีตประเพณีจะลงมติครั้งนี้อย่างไร จะลงมติตามกระแสโลกาภิวัตน์ออกจากอียู หรือจะลงมติตามหลักจารีตนิยมแบบอังกฤษคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป
วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ก็ทราบแล้วครับ ตอนนี้ไม่อยากเดา







