
เบร็กซิต-เฟด ปัจจัยเสี่ยง โลกหนีซบสินทรัพย์ปลอดภัย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงไปกว่า 1% ลงไปอยู่ที่ 1,283.96 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วานนี้ตามเวลาในไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำอยู่ในทิศทางขาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเพิ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง และยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อเนื่องได้อีก
ทองคำนับเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทั่วโลกกำลังวิ่งเข้าหาในเวลานี้ จากความกังวลว่าอังกฤษอาจจะลงประชามติโหวตออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า เบร็กซิต ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ และเงินทุนจำนวนมากยังไหลไปพักยังพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรเยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐ รวมถึงยังหนีไปพักในค่าเงินเยน ซึ่งทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยเหล่านี้ทำราคาทุบสถิติสูงสุดในรอบหลายเดือนหรือหลายปีที่ผ่านมา
ทว่าสิ่งที่ทั่วโลกตั้งคำถามก็คือ สินทรัพย์ปลอดภัยเหล่านี้จะยังขึ้นไปได้ต่ออีกหรือไม่ หากพ้นวันลงประชามติ 23 มิ.ย.ไปแล้วโดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยคนอังกฤษยังคงตัดสินใจเลือกที่จะอยู่เป็นส่วนหนึ่งของอียูต่อไป
ทั้งนี้ สำนักวิเคราะห์หลายฝ่าย เช่น ธนาคารเอเอ็นแซด ในออสเตรเลีย ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า หากชาวอังกฤษเลือกที่จะหนุนเบร็กซิตออกจากอียู ก็จะถือเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในปีนี้และดันให้ราคาทองคำโลกขยับขึ้นไปแตะระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากตลาดทุนทั่วโลกจะเกิดความไม่เชื่อมั่นต่ออนาคตที่จะตามมา ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นและค่าเงินปอนด์ และหันไปซื้อทองคำ พันธบัตร เงินเยน หรือถือเงินสดแทน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่สุดแล้วชาวอังกฤษจะไม่กล้าเดิมพันอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่บรรดาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ก็ยังมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับตัวขึ้นไปได้อีกเช่นกัน เนื่องจากช่วงครึ่งหลังของ
ปีนี้ยังเต็มไปด้วยปัจจัยความผันผวนอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ที่จริงแล้วการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐไม่ได้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโลกมากเหมือนกับที่เคยกังวลกันมาก่อนหน้านี้ เพราะเฟดเองย้ำมาตลอดว่าจะทยอยปรับขึ้นทีละน้อยเพื่อไม่ให้กระทบมากนัก อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากพอที่จะเอื้อต่อการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เฟดแทบไม่เคยส่งสัญญาณกรอบการขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนออกมาเลยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในยุคของผู้ว่าการ เบน เบอร์แนนคี หรือเจเน็ต เยลเลน โดยปล่อยให้ตลาดพากันเก็งกำไรกับการขึ้น/ไม่ขึ้น ดอกเบี้ยของเฟดมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดความผันผวนอย่างหนักมาแล้ว
แม้แต่สัญญาณใดๆ ของเฟดที่เคยประกาศออกมาแล้ว ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา เช่น จากเดิมที่เคยส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง เมื่อปลายที่แล้ว ปัจจุบันเหลือเพียงไม่เกิด 2 ครั้งเท่านั้น และยังสามารถลดลงมาได้อีกในอนาคต ทำให้ปัจจัยความไม่แน่นอนของเฟดนี่เอง ที่ถือเป็นชนวนความเสี่ยงสำคัญให้ราคาทองหรือสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ ยังเดินหน้าขยับขึ้นไปได้อีกหลังพ้นเบร็กซิต
นอกจากนี้ยังต้องไม่ลืมด้วยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังยังเสี่ยงต่อการเติบโตที่ซบเซาลง ตามที่ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ต่างเดินหน้าปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งในเดือน เม.ย.และ มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการค้าที่ยังไม่มีวี่แววฟื้นตัวดีขึ้นมากพอ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซา
จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลอดช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ซึ่งยังไม่มีสัญญาณกังวลเรื่องเบร็กซิต แต่ราคาทองกลับปรับตัวขึ้นไปได้ถึงกว่า 16% จนไปแตะระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้ในช่วงสั้นๆ สวนทางกับที่ทำราคาลดลงถึง 10% ในปีที่แล้ว เนื่องจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจในตลาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและยูโรโซน ที่ทำให้ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรก หรือขยายดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมกันไปในช่วงครึ่งปีแรก
การแห่เข้าไปพักในทองคำทั้งที่ราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากทิศทางของบรรดานักลงทุนที่เข้าไปถือสัญญาทองคำในกองทุนเอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว สูงสุดทุบสถิติในรอบเกือบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2013 หรือเพิ่มขึ้น 0.59% อยู่ที่ 907.88 ตัน
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นนั้น การซื้อทองคำยังคงถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกของการพักความเสี่ยงมากกว่าที่จะเน้นลงทุนทำกำไร เนื่องจากแม้จะยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แต่คงจะไม่สามารถขึ้นไปได้อย่างหวือหวามากนักหากปราศจากปัจจัยเบร็กซิต เนื่องจากยังมีแรงฉุดสำคัญมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวต่ำในหลายประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งใน สหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น โดยที่ยังไม่มีความแน่ชัดเพียงพอว่า ราคาน้ำมันช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวขึ้นได้จริงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่
มาร์ก โต หัวหน้านักวิจัยของบริษัทวิง ฟุง ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ในฮ่องกง มองว่า หากมองสถานการณ์ในแง่บวกที่ไม่ผลเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อาจทำให้ราคาทองยืนอยู่แรงต้านที่ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้ แม้ว่าความผันผวนของตลาดอาจฉุดให้ราคาแกว่งลงมาอยู่ที่ 1,250-1,260 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้ก็ตาม และเชื่อว่าในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ราคาทองอาจแกว่งตัวไปอยู่ระหว่าง 1,300-1,400 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้
นอกจากไหลเข้าไปพักในทองคำแล้ว กระแสทุนอีกจำนวนมากยังหลั่งไหลเข้าไปพักในพันธบัตรรัฐบาล จนทำให้พันธบัตรหลายตัวต่างทยอยให้ผลตอบแทนต่ำสุดทุบสถิติใหม่กันไปถ้วนหน้าในช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่คะแนนของฝั่งโหวตออกจากอียูมีคะแนนนำฝ่ายที่หนุนอยู่ต่อในโพลใหญ่เกือบทุกสำนัก เช่น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของเยอรมนี ที่ร่วงลงติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระดับลบ 0.001% เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. เช่นเดียวกับของญี่ปุ่น อังกฤษ และออสเตรเลีย ที่ทุบสถิติต่ำสุดเช่นกัน
แมธธิว ฮอร์นแบช นักวิเคราะห์ของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า ก่อนถึงการลงประชามติของอังกฤษ นักลงทุนควรหันไปถือพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากหากมีการโหวตออก ดอกเบี้ยก็จะยิ่งลดลงมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก ซึ่งดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงไปแล้วเกือบ 2% จากเมื่อเดือน มี.ค. แม้ว่าราคาพันธบัตรในปัจจุบันจะปรับตัวแพงขึ้นมากไปตามความต้องการก็ตาม
ทว่าที่สุดแล้ว หากมองจากปัจจัยลบอีกหลายด้านที่ยังพร้อมเขย่าความเชื่อมั่นของตลาดได้เสมอ ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถฟื้นตัวได้แข็งแกร่งเพียงพอจริง สินทรัพย์ปลอดภัยก็ยังคงน่าดึงดูดได้เสมอในปีนี้







