
แก้หวานที่ต้นเหตุ
หากการบริโภคหวานเกินไปของคนไทยเป็นปัญหาต่อสุขภาพ หรือมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลมาก จนถึงขั้นที่รัฐต้องเข้ามาจัดการแก้ปัญหา การไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เลือกเก็บภาษีหรือไม่เก็บภาษีอาหารหรือเครื่องดื่มบางประเภท ซึ่งยากจะหาเหตุผลอธิบายที่ยุติธรรมถึงการตัดสินใจดังกล่าวได้ สิ่งนี้ก็อาจทำให้การแก้ปัญหาเข้าลักษณะลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐน่าจะเลือกแนวทางที่จัดการที่ต้นเหตุน่าจะดีกว่า
หากการบริโภคหวานเกินไปของคนไทยเป็นปัญหาต่อสุขภาพ หรือมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลมาก จนถึงขั้นที่รัฐต้องเข้ามาจัดการแก้ปัญหา การไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เลือกเก็บภาษีหรือไม่เก็บภาษีอาหารหรือเครื่องดื่มบางประเภท ซึ่งยากจะหาเหตุผลอธิบายที่ยุติธรรมถึงการตัดสินใจดังกล่าวได้ สิ่งนี้ก็อาจทำให้การแก้ปัญหาเข้าลักษณะลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐน่าจะเลือกแนวทางที่จัดการที่ต้นเหตุน่าจะดีกว่า
ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ลงมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. เรื่องการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ในประเด็นการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ
ทั้งนี้ได้เสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตราตามความเข้มข้นของน้ำตาล คือ น้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาสูงขึ้นกว่า 20% ของราคาขายปลีก และน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 25% ของราคาขายปลีก เพื่อนำเงินภาษีมาเข้ากองทุนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันเด็กน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
สำหรับต้นเหตุเสนอให้มีการเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง มาจากรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอาหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ โดยอ้างข้อมูลองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงกว่าที่ฮูแนะนำถึง 4 เท่า ทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วน เสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง และฮูแนะนำให้ประเทศต่างๆ พิจารณาใช้มาตรการภาษีเพื่อจัดการกับโรคเรื้อรังและโรคอ้วน โดยเฉพาะกับอาหารที่ผสมน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และพลังงานสูง
นอกจากนี้ได้อ้างหลักฐานทางวิชาการว่ามีความคุ้มค่า เช่นประเทศฝรั่งเศส ขณะที่นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ก็ยืนยันว่า การขึ้นภาษีเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังทำให้รัฐมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น
จากประเด็นที่ฮูบอกว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลมากกว่าที่ฮูแนะนำถึง 4 เท่า สิ่งนี้สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน คนไทยเป็นโรคเรื้อรังโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดัน เด็กฟันผุจากการบริโภคหวานเกินคำแนะนำ ปัญหานี้เริ่มเป็นเรื่องใหญ่ หรือมีสัญญาณหรือแนวโน้มไม่ดีแค่ไหน
ถ้าพบว่าต้นเหตุมาจากการบริโภคหวานเกินคำแนะนำของฮูเป็นตัวก่อปัญหาเกิดโรคต่างๆ จริง รัฐก็ควรเลือกแก้ที่ต้นเหตุเลย เช่น กำหนดส่วนผสมอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีการนิยมบริโภคมากไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ เพื่อความเป็นธรรมของการแข่งขันในทุกกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ควรควบคุมสารทดแทนความหวานอื่น นอกจากน้ำตาล เพื่อไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงไปใช้สารทดแทนความหวานประเภทอื่น
ขณะที่อาหารหรือเครื่องดื่มที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ขนมหวานพื้นเมือง อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ขนมหม้อแกง หรือเครื่องดื่มร้านขายโอเลี้ยง ชา กาแฟ ที่เติมน้ำตาลตามความต้องการ รวมทั้งร้านกาแฟสมัยใหม่ที่ให้ผู้ดื่มเติมน้ำเชื่อมเอง สิ่งนี้รัฐก็ต้องหาทางควบคุม จะใช้กลไกภาษีตามคำแนะนำ เช่น เก็บภาษีน้ำตาล ทางรัฐก็ต้องเตรียมรับมือผลกระทบกับชาวไร่เมื่อการบริโภคน้ำตาลลดลงด้วย
เมื่อรัฐเลือกหนทางแก้ที่ต้นเหตุ วิธีการหรือมาตรการที่ออกมาก็น่าจะอธิบายให้ทุกฝ่ายที่โดนผลกระทบเข้าใจได้ แต่ถ้าคิดว่าการขึ้นภาษีที่ดีที่สุด รัฐก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเป็นธรรมอย่างไร







