
ถึงเวลาทบทวนทีวีดิจิทัล
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้สรุปผลการประชุม กสท. วันที่ 20 มิ.ย. 2559 โดยมีรายงานการสรุปผลการยื่นชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ปี 2558
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้สรุปผลการประชุม กสท. วันที่ 20 มิ.ย. 2559 โดยมีรายงานการสรุปผลการยื่นชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ปี 2558
ทั้งนี้ ตามสรุปรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รายได้รวมของการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลในปี 2558 เป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 11,335 ล้านบาท มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้จำนวน 226,310,829 บาท ซึ่งรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปี 2558 สะท้อนผลประกอบกิจการตลอดทั้งปีของช่องดิจิทัลตลอดปี 2558 ซึ่งถือเป็นผลประกอบกิจการปีแรก
“ข้อมูลการประกอบกิจการปี 2558 จึงเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ เป็นเสมือนผลสะท้อนจากการประกอบกิจการในปีแรกของช่องดิจิทัล ซึ่งรายได้การประกอบกิจการมาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ทางช่องได้รับ แปรผันตรงกับความนิยมของช่องรายการที่ได้รับจากผู้ชม”
มีข้อมูลที่น่าสนใจ ก็คือ มีช่องดิจิทัลบางรายมีผลประกอบกิจการที่ค่อนข้างดี มี 3 ช่อง ที่มีรายได้จากการประกอบกิจการมากกว่า 1,500 ล้านบาท ใน 3 ช่อง เป็นผู้ประกอบกิจการรายเดิม 2 ช่อง (ช่อง 33 และ 35) แต่ก็ยังมี 1 ช่องรายการ ที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบกิจการรายใหม่ (ช่อง 23)
ขณะที่มีช่องทีวีดิจิทัลที่มีรายได้ปีแรกกว่า 500 ล้านบาท 4 ราย มีรายได้ปีแรก 400-500 ล้านบาท 3 ราย และ 2 ราย ที่มีรายได้ปีแรก 300-400 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นการประกอบกิจการในปีแรกซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกอบกิจการของทุกราย แต่ก็มีหลายช่องที่เริ่มสร้างความแตกต่าง
พ.อ.นที ระบุว่า นอกจากสัดส่วนผู้ชมของช่องดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเดือนตามรายงานที่ กสทช.ได้วิเคราะห์และนำเสนอต่อที่ประชุม กสท. ข้อมูลที่มาจากการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตย่อมเป็นข้อมูลที่มีความชัดเจน เป็นข้อมูลเดียวกับที่ทีวีดิจิทัลนำใช้เพื่อนำส่งภาษีต่อสรรพากร
“แม้จะเป็นผลประกอบกิจการในปีแรกของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการดำเนินการของช่องดิจิทัล ส่วนในปีที่ 2 ที่มีความคืบหน้าชัดเจนกว่า โดยเฉพาะสัดส่วนจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของช่องทีวีดิจิทัล จึงมีความน่าสนใจ ผมคิดว่าข้อสรุปในปี 2559 ซึ่งจะเป็นผลจากการประกอบกิจการในปีที่ 2 จะเป็นข้อมูลที่มีความชัดเจนและน่าสนใจมากกว่าที่เห็นในกรณีปี 2558” พ.อ.นที สรุป
ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ คณะกรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า ตัวเลขผลประกอบการจากผู้ประกอบการรายเดิม 2 เดิม คือ บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย ช่อง 33, บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ช่อง 35 เป็นตัวเลขที่ผู้ประกอบการกำหนดเอง ไม่มีการนำตัวเลขรายได้ที่ออกอากาศ ระบบอะนาล็อกเดิมเข้ามารวม ทำให้มีจำนวนน้อย ไม่ได้หมายความว่ามีรายได้ลดลง ซึ่งตัวเลขที่แสดงในการเสียค่าธรรมเนียมครั้งนี้ เป็นเฉพาะรายได้ส่วนของดิจิทัลเท่านั้น ทำให้ดูเหมือนผู้ประกอบการ 2 รายหลัก มีรายได้น้อยมาก มีผลประกอบการลดลง
ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ทีวีดิจิทัลในขณะนี้อยู่ในภาวะทรงตัว ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันมาทบทวนทิศทางของทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง กสทช. ว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่การเป็นทีวีดิจิทัลที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ กสทช.หันกลับไปดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า การทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่
“การบริหารและกำกับดูแลเป็นหน้าที่ของ กสทช. ไม่ใช่ได้รับเงินประมูลแล้วจบไป หน้าที่ของ กสทช.ควรทำให้การเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลในครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทีวีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เศรษฐกิจ และประเทศชาติ กสทช.ควรหันมาให้ความสนใจและแก้ไขสิ่งเหล่านี้” ฉัตรชัย กล่าว
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลตอนนี้ คือ กสทช.ไม่มีความเข้าใจในการกำกับดูแลยกตัวอย่างเช่น เรื่องเรตติ้ง เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นประโยชน์กับภาคธุรกิจและประชาชน เพราะเป็นการสะท้อนถึงพฤติกรรมและความต้องการของประชาชน แต่ กสทช.กลับมองว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้ให้อะไรกับประชาชน คิดแค่นี้ก็ผิดแล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันนี้ คือ พยายามจะอยู่ให้ครบ 15 ปี ด้วยการนำคอนเทนต์ใหม่ๆ มาออกอากาศ เพื่อเรียกเรตติ้ง แต่ทั้งนี้ก็จะมีบางรายที่อยากออกจากทีวีดิจิทัล เนื่องจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงแค่ค่าใบอนุญาต 5.3 หมื่นล้านบาท ที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลา 15 ปีเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าโครงข่ายอีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ไม่สามารถออกจากธุรกิจได้ เนื่องจากติดในด้านของข้อกฎหมาย
เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี เอชดี กล่าวว่า ภาพรวมทีวีดิจิทัลตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาไม่ไปไหนเลย แม้ว่า กสทช.จะออกมาเปิดเผยว่าคนดูทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น แต่หากมองภาพลึกลงไปจะพบว่าอัตราการเติบโตดังกล่าวยังคงไปกระจุกตัวกับช่องทีวีอะนาล็อกเดิม มีผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ เพียงไม่กี่ช่องเท่านั้น
“ปัญหาเกิดจากโครงข่ายและการรับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะช่องทีวีดิจิทัลเอชดีที่เหมือนเอาเงินประมูลช่องมาทิ้งน้ำ” เขมทัตต์ กล่าว







