posttoday
‘พร้อมเพย์’ อีกนาน กว่าจะสำเร็จ

‘พร้อมเพย์’ อีกนาน กว่าจะสำเร็จ

20 มิถุนายน 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ช่วงนี้ดิฉันว่าท่านผู้นำประเทศของเรา รวมทั้งรัฐมนตรีทุกท่านอาจจะต้องวางอุเบกขากับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ที่มีเกิดขึ้นทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ

เรื่องทางสังคมรัฐบาลอาจจะโดนวิจารณ์หนักหน่อย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีดัชนีชี้วัดที่เป็นรูปธรรมว่าดีหรือไม่ แต่ในด้านเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้ความรู้สึกวัดได้ เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อให้มาตรการออกผล บางมาตรการอาจจะใช้เวลาเป็นปี

บางครั้งประชาชนก็ใจร้อน อยากจะให้ปัญหาแก้ไขได้เร็วๆ แต่รัฐบาลก็ต้องตั้งหลักอธิบายให้ดีว่าการแก้ไข ปรับโครงสร้าง หรือวางระบบระเบียบอะไรก็ตาม ต้องใช้เวลารอให้มาตรการออกดอก
ออกผล สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี่ก็ทำเพื่อชาติและประชาชน ซึ่งทุกรัฐบาลก็ทำเหมือนกัน

นโยบายการพัฒนาระบบชำระเงินของชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ที่กำลังดำเนินการอยู่นี่ รัฐบาลทำเพื่อให้ระบบการเงินของประเทศไทยมีประสิทธิภาพเป็นสากล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคาดหวังว่าจะช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชั่นในอนาคต

รัฐบาลใช้ระบบการคลังอิเล็กทรอนิกส์มาหลายปีแล้ว เริ่มตั้งแต่การประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ต้องทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์คือ ทำบนระบบออนไลน์ ใครจะตรวจสอบว่าราคาที่เสนอซื้อเสนอจ้างไม่ชอบมาพากลก็ทำได้ง่าย เริ่มจากการจัดซื้อจัดจ้างง่ายๆ ก่อน จนมาถึงการประมูลที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือ ประมูลคลื่น 4จี ที่มีการใช้เวลาประมูลกันข้ามวันข้ามคืน ซึ่งก็เห็นผลแล้วว่ามีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการจ่ายเงินใต้โต๊ะได้ชัดเจน

เมื่อภาครัฐใช้ระบบการคลังอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทางด้านภาคเอกชนและประชาชนก็ต้องใช้ระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ได้เริ่มแล้วด้วยการตกลงกันเปิดระบบ “พร้อมเพย์” คือการนำเอาเลขที่บัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และหมายเลขบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ มาลงทะเบียนเพื่อที่จะเข้าไปใช้ระบบ โดยมีเป้าหมายจะให้ประเทศไทยลดการใช้เงินสดในระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนไปใช้ระบบการชำระราคาด้วยการหักบัญชีให้มากขึ้น ซึ่งมีข้อดีมากกว่าข้อเสียเยอะ

นโยบายนี้กว่าจะทำได้เต็มรูปแบบทั้งประเทศจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี ผลการสำรวจของหลายแหล่งรวมทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้ผลการสำรวจออกมาว่าคนไทยบางกลุ่มยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องการเงินที่หลากหลายมากกว่าการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ชำระค่าบริการสาธารณูปโภคผ่านธนาคาร ส่วนการให้บริการการเงินที่ซับซ้อนก็ยากเกินไปที่จะเข้าใจ

ผลสำรวจการเข้าถึงบริการการเงินของครัวเรือนไทยที่ ธปท.จัดทำขึ้นในปี 2556 ผลที่ได้ออกมาพอจะเห็นภาพว่า 87.99% มีการใช้บริการทางการเงิน ในขณะที่ 12.01% ไม่มีการใช้บริการ ซึ่งในสัดส่วนนี้พบครัวเรือน 4.23% ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน (มีความต้องการแต่ไม่สามารถใช้บริการได้) ส่วนที่เหลือ 7.78% นั้น เป็นกลุ่มที่เลือกไม่ใช้บริการทางการเงิน

ในจำนวนผู้ใช้บริการทางการเงิน สำหรับครัวเรือนที่มีการใช้บริการทางการเงินนั้น พบว่ามีการใช้บริการจากผู้ให้บริการทางการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์ 59.27% ของครัวเรือนทั้งสิ้น รองลงมาเป็นการใช้บริการสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 20.22% ขณะที่บางส่วนใช้บริการกับเจ้าหนี้นอกระบบ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแชมป์เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินมากที่สุด และมีความเข้าใจในเรื่องการเงินน้อยกว่าภาคอื่นๆ

สำหรับบริการด้านโอนเงินและชำระเงินภาพรวมการเข้าถึงบริการ ครัวเรือนมีการใช้บริการด้านการโอนเงินและชำระเงิน 56.85% ใช้บริการกับธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ 38.29% และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 11.12% 

ขณะที่ครัวเรือนที่ไม่มีการใช้บริการ 43.15% นั้น แบ่งเป็นครัวเรือนที่เลือกที่จะไม่ใช้บริการ 40.05% ด้วยเหตุผลที่ว่าค่าธรรมเนียมสูง ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการใช้บริการ เดินทางไกล ไม่สะดวก เป็นต้น

ผลสำรวจเป็นแค่สถิติ หากเทียบกับปีก่อนหน้าของผลการสำรวจฉบับนี้คือ ปี 2553 นั้นตัวเลขเพิ่มขึ้นทั้งหมด จำนวนคนไม่ใช้บริการโอนเงินก็ลดลง สิ่งที่ดิฉันเห็นจากผลสำรวจและความเป็นจริงคือ รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เร่งให้คนไปลงทะเบียนในกลุ่มแรกๆ คือ คนที่จะรับรัฐสวัสดิการเงินช่วยเหลือต่างๆ โดยให้คนกลุ่มนี้ไปลงทะเบียนกับธนาคารรัฐ 3 แห่ง คือ กรุงไทย ออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งคาดว่าจะมี 20 ล้านคน

คนกลุ่มนี้เป็นผู้มีรายได้น้อยและจะอยู่ในกลุ่มที่มีความเข้าใจทางการเงินน้อย ซึ่งบางคนยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โทรศัพท์มือถือมีไว้แค่โทรหาลูกหลาน คอมพิวเตอร์ไม่มี บางบ้านไฟฟ้าก็ยังเข้าไม่ถึง กลุ่มที่จะใช้พร้อมเพย์กลุ่มนี้น่าจะมีปัญหาในการใช้มากกว่ากลุ่มอื่น

ส่วนกลุ่มคนชั้นกลางปัจจุบันเขาจะมีทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต โอนเงินผ่านสมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง คือใช้บริการครบทุกอย่างอยู่แล้ว ประโยชน์ที่เห็นจากการเข้าร่วมพร้อมเพย์ก็แค่เปิดไว้รับโอนเงินภาษีเงินได้คืนจากกรมสรรพากรเท่านั้น หากจะใช้ก็เพราะค่าธรรมเนียมโอนเงินถูกลง แต่ปัจจุบันก็มีธนาคารพาณิชย์แยกประเภทบัญชีที่ไม่มีค่าธรรมเนียมออกมาอยู่แล้ว

ดิฉันทราบมาว่าทางกระทรวงการคลังอาจจะจัดให้มีการชิงโชคสำหรับผู้ใช้บริการพร้อมเพย์ แต่แนวคิดที่ว่าหากใช้เงินสดซื้อสินค้าอาจจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% หากซื้อผ่านระบบพร้อมเพย์หรือไม่ใช้เงินสดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เรื่องนี้กรมสรรพากรทำเป็นโดนฟ้องศาลปกครองแน่นอน

เราไม่อาจต่อต้านความเจริญและการพัฒนาของเทคโนโลยี แต่จะต้องให้ความรู้ประชาชนให้มากกว่านี้ ก่อนที่เราจะเข้าสู่ระบบเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ อย่างสมบูรณ์

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน