
เปลี่ยนมุมมองยาบ้า
แนวคิดการปรับเปลี่ยนมุมมองสารประเภทเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นสารประกอบยาบ้าให้เป็นสารปกติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อีกทั้งฉายภาพสถานการณ์การแก้ปัญหายาเสพติดในระดับโลก ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไปยอมรับและหาทางอยู่ร่วมกับยาเสพติด ถือเป็นทิศทางในการแก้ปัญหาของนานาประเทศ
แนวคิดการปรับเปลี่ยนมุมมองสารประเภทเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นสารประกอบยาบ้าให้เป็นสารปกติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อีกทั้งฉายภาพสถานการณ์การแก้ปัญหายาเสพติดในระดับโลก ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไปยอมรับและหาทางอยู่ร่วมกับยาเสพติด ถือเป็นทิศทางในการแก้ปัญหาของนานาประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้นำประเด็นนี้มาขยายผล สืบเนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด (UNGASS) ประจำปี 2016 และได้ไปเสนอข้อเรียกร้องให้การลงโทษคดียาเสพติดมีสัดส่วนเกี่ยวกับสารกระตุ้นกลุ่มแอมเฟตามีน รวมทั้งให้ทบทวนมาตรการอื่นแทนการจำคุก เนื่องจากการ
จำคุกผู้เสพโดยไม่ได้รับการบำบัดเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างการผลักดันร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งจะเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำคุกหรือปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ โดยให้พิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา
การผลักดันนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดตามแนวทางดังกล่าวถือเป็นความก้าวหน้า และหลายประเทศในโลกที่เผชิญปัญหานี้ได้นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้แล้ว เป็นการเปลี่ยนนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดไปสู่การป้องกัน โดยมีทัศนคติต่อผู้ติดยาว่าเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร และต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟู
ฉะนั้น แนวคิดการยกเลิกเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้าจากบัญชียาเสพติดก็เพื่อสร้างสังคมไทยให้อยู่กับยาเสพติดได้อย่างปลอดภัย ขณะที่งานปราบปราม ป้องกัน และการบำบัดยังคงทำคู่ขนานกันไป ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดและจำนวนผู้ติดยาลงได้
บทบาทการบำบัดและฟื้นฟูจะตกอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ กล่าวคือเป็นการมองการติดยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าให้เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพที่จำเป็นต้องนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจนหายขาด มากกว่าจะมองว่าเป็นอาชญากรที่จะต้องถูกลงโทษขั้นรุนแรง
อย่างไรก็ดี หากการแก้ไขกฎหมายออกมาบังคับใช้โดยเร็ว และกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ การแก้ไขปัญหายาเสพติดในภาพรวมจะเปลี่ยนมิติ การนำผู้เสพและผู้ติดยาเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระบบสมัครใจจะมีมากขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 ได้รับกำหนดให้มีการนำผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัด จำนวน 2.2 แสนคน
ดังนั้น ภาคส่วนของสังคมควรปรับทัศนะต่อการแก้ปัญหายาเสพติดเสียใหม่ เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาทั้งระบบ ด้วยลำพังการมุ่งปราบปรามให้หมดสิ้นเหมือนที่ได้ดำเนินการมาในอดีตนั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่จะทำอย่างไรให้ยาเสพติดไม่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะทำอย่างไรให้ปัญหานี้ทุเลาเบาบางลงให้ได้ในระยะเวลาอันใกล้
ทั้งนี้ ภายใต้การดำเนินนโยบายดังกล่าว ภาครัฐยังคงบทบาทการปราบปราม เพราะขบวนการค้ายาเสพติดยังคงมีอยู่ และคงไม่หมดไปง่ายๆ การจับกุมคุมขังจึงต้องเดินหน้าต่อไป แต่บริบทการดำเนินการจะเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันกระบวนการอื่นๆ จะต้องทำควบคู่กันไปด้วย อาทิ การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต้องแล้วเสร็จและนำมาบังคับใช้โดยเร็ว ฯลฯ
เมื่อทิศทางชัดเจน สภาพแวดล้อมภายในประเทศมีความพร้อมและเอื้ออำนวย หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมให้การแก้ปัญหายาเสพติดค่อยๆ ลดลง และสังคมไทยจะรอดพ้นจากยาเสพติดได้อย่างแท้จริง







