
ลูกหนี้บี้บบส. ยึดทรัพย์ไม่ชอบ
ศูนย์ประสานงานลูกหนี้ติงบริษัทบริหารสินทรัพย์ ยึดทรัพย์ไม่เป็นธรรม เตรียมงัดกฎหมายฟอกเงินสู้
ศูนย์ประสานงานลูกหนี้ติงบริษัทบริหารสินทรัพย์ ยึดทรัพย์ไม่เป็นธรรม เตรียมงัดกฎหมายฟอกเงินสู้
น.ส.กัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ (ศปลช.) เปิดเผยว่า ศูนย์ได้ทำการศึกษาว่า การบังคับใช้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฉบับนี้ออกมาในขณะที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินที่ประสบปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพจำนวนมากเป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่หมุนเวียน โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รองรับการโอนหนี้ด้อยคุณภาพไปบริหาร ในการนี้ให้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมภาษีการโอน/รับโอน โดยประเทศพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมานานแล้ว
ทั้งนี้ ศปลช. พบว่ามีบริษัทบริหารสินทรัพย์บางแห่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) มาในราคาถูก โดยไม่นำมาบริหารสินทรัพย์แต่ซื้อหนี้ เพื่อนำมาค้าความ บังคับคดีลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเท่านั้น จึงเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย อ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดำเนินการโอนสิทธิจำนองสิทธิค้ำประกันไล่ยึดทรัพย์ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันทั้งที่ขัดกับ พ.ร.ก.บริษัท
นอกจากนี้ กลับใช้สิทธิตาม พ.ร.ก.บริษัทได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ค่าภาษีทุกชนิด และเรียกรับดอกเบี้ยสูงสุดจากลูกหนี้ตามสัญญาของสถาบันการเงิน อันเป็นการเลือกบังคับใช้กฎหมาย 2 ฉบับ เพื่อประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ อีกทั้งยังพบการกระทำปกปิดอำพราง ข้อเท็จจริง และกระทำความผิดอาญาซับซ้อนเข้าข่ายความผิดมูลฐานความผิดฐานฟอกเงิน ด้วยการนำคดีเข้าสู่ศาลโดยปกปิดอำพรางต่อศาลหวังให้ได้ไปซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อช่วยให้การกระทำผิดกลายเป็นสิ่งถูกโดยคำสั่งศาล
เมื่อมีการศึกษาและพบข้อเท็จจริงว่าถูกกระบวนการฟอกเงินกระทำกับทรัพย์สินของตนที่มิใช่นิติสัมพันธ์ทางแพ่ง แต่เป็นความผิดทางอาญา ที่เป็นกระบวนการฟอกเงินทำให้เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีทางแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.2209/2558 โดยสรุปใจความได้ว่าเดิมโจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ ต่อมาในปี 2544 ถูกบริษัท บริหารสินทรัพย์ (บบส.) แม๊กซ์ จำเลยในคดีฟ้องเรียกหนี้และบังคับจำนองอ้างว่าได้รับโอนสิทธิที่จะซื้อบัญชีสินเชื่อของธนาคารดีบีเอสไทยทนุจากบริษัทเงินทุนธนชาตมาอีกต่อหนึ่งอันเป็นการรับโอนตาม พ.ร.ก.บริษัทที่ออกบังคับใช้กับประชาชนโดยฝ่ายบริหาร ซึ่งในคดีที่โจทก์ถูก บบส.แม๊กซ์ จำเลยฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ซึ่งเป็นการต่อสู้กันในทางแพ่งนั้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว แต่เมื่อได้พบในภายหลังว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่ถูกจำเลยยึดไปนั้น ล้วนถูกกระทำด้วยกระบวนการฟอกเงินที่มิใช่นิติสัมพันธ์กันทางแพ่ง







