
ภาคธุรกิจไม่หวั่นอังกฤษพ้นอียู
ค้าปลีกยันแบรนด์ดังเมืองผู้ดีไม่แห่ลุยเอเชีย หากอังกฤษออกจากอียู ผู้นำเข้าชี้ปอนด์อ่อน 5% ถึงลดราคา
ค้าปลีกยันแบรนด์ดังเมืองผู้ดีไม่แห่ลุยเอเชีย หากอังกฤษออกจากอียู ผู้นำเข้าชี้ปอนด์อ่อน 5% ถึงลดราคา
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า หากอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ซึ่งจะมีการลงประชามติกันวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ในส่วนนี้เชื่อว่าจะไม่มีผลทำให้แฟชั่นแบรนด์ดังหรือสินค้าจากอังกฤษหันมาโฟกัสการทำตลาดเอเชียมากขึ้น หลังจากต้องเสียภาษีการค้ากับกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าจากอังกฤษมีฐานการผลิตในยุโรปในหลายประเทศ จึงยังได้สิทธิทางภาษีตามฐานการผลิตที่ยังอยู่ในกลุ่มอียู และมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองมากกว่าที่จะกระทบทางด้านการค้าหรือการลงทุน
ทั้งนี้ การเข้ามาทำตลาดเอเชียไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทวีปเอเชียระยะทางไกลจากยุโรปมาก ไม่ใช่พรมแดนที่ติดกัน ต้นทุนทางด้านระบบโลจิสติกส์จะสูง จึงมั่นใจว่าแบรนด์จากอังกฤษจะไม่แห่มาเปิดตัวหรือขยายธุรกิจเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ และขณะนี้ก็ไม่มีสัญญาณว่าจะมีแบรนด์ใหม่ๆ จากอังกฤษเข้ามาเปิดตลาดในไทยเพิ่มเติม ซึ่งในกลุ่มค้าปลีกในเซ็กเมนต์ไฮเปอร์มาร์เก็ต ก็มี
เทสโก้ โลตัส เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่
ด้าน นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าสินค้าลักซ์ชัวรี่ กล่าวว่า สินค้าจากอังกฤษเข้ามาทำตลาดเอเชียรวมทั้งประเทศไทยเป็นจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นนำเข้า ส่วนใหญ่จะมาจากทางสหรัฐ ฝรั่งเศส และอิตาลีมากกว่า โดยแบรนด์ของอังกฤษที่นำเข้ามาทำตลาด อาทิ มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ซึ่งบริษัท ซีเอ็มจี เทรดดิ้งในเครือเซ็นทรัล นำเข้ามาทำตลาด หรือ กระทั่งแฮร์รอด จากกลุ่มแอล เอ็ม อี, แคท คิดสตัน ฟิตฟลอบ และเท็ด เบเกอร์ ฯลฯ
ขณะที่กรณีค่าเงินปอนด์ หากอังกฤษมีมติถอนตัวจากสมาชิกอียูอาจมีแนวโน้มว่าจะอาจอ่อนตัวลง จากปัจจุบันเกือบ 50 บาท/ปอนด์ อาจทำให้การนำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนสูงขึ้น ในส่วนนี้โดยมากผู้นำเข้าจะซื้อประกันอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว หากต้นทุนปรับเพิ่มหรือลด 3-4% ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าแฟชั่นส่วนใหญ่ยังสามารถรองรับได้ แต่หากปรับเพิ่มหรือลด 5% ก็อาจต้องปรับราคาสินค้าตาม







