
จี้จับก๊าซบ้านขายปั๊ม
ไล่ตรวจโรงก๊าซกว่า 400 แห่ง ส่อลอบส่งแอลพีจีครัวเรือนขายปั๊ม ส่งออกเพื่อนบ้าน
ไล่ตรวจโรงก๊าซกว่า 400 แห่ง ส่อลอบส่งแอลพีจีครัวเรือนขายปั๊ม ส่งออกเพื่อนบ้าน
นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ
โรงบรรจุก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 434 แห่งทั่วประเทศ ว่ามีการลักลอบนำแอลพีจีภาคครัวเรือนที่ได้รับการอุดหนุนราคาจากภาครัฐไปจำหน่ายให้กับปั๊มแอลพีจีเพื่อใช้ในภาคขนส่งหรือไม่ เนื่องจากปริมาณการใชแอลพีจีครัวเรือนในเดือน ก.ค.สูงผิดปกติ เฉลี่ยวันละ 6.77 ล้าน กก. เพิ่มขึ้น 9.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ปกติแล้วการใช้แอลพีจีจะขยายตัวเดือนละ 5%
ปกติปั๊มแอลพีจีจะต้องซื้อขายก๊าซจากผู้ค้ามาตรา 7 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10 ราย แต่พบว่ามีโรงบรรจุก๊าซบางรายที่แจ้งจะนำไปบรรจุถังครัวเรือนเพื่อจำหน่าย แต่กลับนำไปจำหน่ายให้กับปั๊มแอลพีจี เพื่อหวังกำไรส่วนต่างราคารับซื้อ เพราะราคาจำหน่ายแอลพีจีในปั๊มสูงกว่าราคาแอลพีจีครัวเรือน การกระทำดังกล่าวมีโทษจำคุก 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
พร้อมกันนี้ พบว่ามีการลักลอบนำแอลพีจีไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหวังเก็งกำไรด้วย โดยปัจจุบันราคาแอลพีจีตลาดโลกอยู่ที่ 600-700 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ราคาแอลพีจีในไทยถูกกำหนดให้ขาย 320-330 เหรียญสหรัฐ/ตัน
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพ ได้เพิ่มคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2552 เพื่อปฏิบัติการในการจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
สำหรับการใช้แอลพีจีในเดือนก.ค. มีจำนวน 4.38 แสนตัน/เดือนลดลงจากเดือนมิ.ย. 6% เนื่องจากการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีลดลงเหลือ 1.05 แสนตัน หรือ ลดลง 23% เพราะ บริษัทปตท.เคมิคอลปิดซ่อมบำรุง ในขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนอยู่ที่ 2.1 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และภาคขนส่งยอดใช้อยู่ที่ 5.7 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 2% ส่วนการนำเข้าแอลพีจียังอยู่ในดับที่สูง โดยเดือนก.ค. อยู่ที่ 9.1 หมื่นตัน และเดือนส.ค.คาดการณ์การนำเข้าแอลพีจีอยู่ที่ 1.32 แสนตัน
นายพีระพล กล่าวถึง สถานการณ์การใช้น้ำมันเดือนก.ค. กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ อยู่ที่วันละ 20.6 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย. 0.2% ในขณะที่การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล อยู่ที่วันละ 50.1 ล้านลิตร ลดลง 1% ซึ่งในช่วงเดือนพ.ค.ก.ค. เป็นต้นมา เป็นช่วงปลายและใกล้หมดฤดูพืชผลทางการเกษตร ทำให้การใช้รถยนต์เพื่อการบรรทุกสินค้าลดน้อยลง และการใช้น้ำมันจะลดลงในช่วงนี้เป็นประจำทุกปี ประกอบกับรถยนต์บรรทุกมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้ก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) เพิ่มมากขึ้น







