
ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลด Spread (2)
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ในสัปดาห์ที่แล้วข้อมูลจากธนาคารโลก (www.worldbank.org) ย้อนหลัง 10 ปีได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ที่แนวโน้มของประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าแปลกประหลาดกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วในหลายประเทศ เราเป็นประเทศที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสูง (Interest Rate Spread) และหากวิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างทางเศรษฐกิจหลายอย่าง ยิ่งมีคำถามว่าลักษณะของประเทศไทยเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นี้ได้ ทำไมเราแตกต่าง และความแตกต่างนี้ทำให้ต้นทุนเราทางธุรกิจทั้งระบบสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดหากดูคร่าวๆ ทั่วโลกประเทศที่มี Interest Rate Spread สูงๆ มักเป็นประเทศที่อยู่ในวิกฤตบางประการอย่างรุนแรง เช่น วิกฤตการเงิน หรือเกิดสภาวะสงครามการเมือง ประเทศไทยไม่น่าจะใช่
ข้อมูลประการที่ 2 ที่ค้างไว้คือปริมาณเงินในระบบสถาบันการเงินโดยรวมของประเทศ โดยหากใช้ความหมายทางกว้างตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2559 ข้อมูลเบื้องต้นแสดงว่า สถาบันการเงินทั้งหมดมีเงินรับฝากที่มีสภาพคล่องสูงถึงเงินสดเป็นเงิน 16,128,534 ล้านบาท (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) และเชื่อว่าหากลบด้วยสินทรัพย์ที่ต้องสำรองไว้เพื่อคงเสถียรภาพตามระเบียบ การปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินโดยรวมก็ยังคงมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก สถาบันการเงินจะจัดการสภาพคล่องนี้ด้วยการไม่รับฝากเงิน โดยกดดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำแค่นั้นหรือ? จะไปไกลต่ออีกนิด ประมาณว่าจะมีสภาพคล่องส่วนเกินนี้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เงินส่วนนี้จัดการยังไง
ผู้เขียนมีคำตอบที่ไม่อยากคิด คือเขียนแล้วมีความรู้สึกว่าเราอาจกำลังเอา ธปท.มาดูดซับสภาพคล่องนี้ แล้วธนาคารพาณิชย์กินดอกเบี้ยไป ไม่มีข้อมูลละเอียด แค่สงสัย เพราะ ธปท.มีกลไกรักษาเสถียรภาพทางการเงินหลายรูปแบบ บางรูปแบบเอามาใช้ดูดซับสภาพคล่องได้ แต่ ธปท.ก็จะมีต้นทุนด้านดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์เช่นกัน กลไกนี้ของ ธปท.มีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดเงิน ไม่น่าจะมีไว้ให้ใครนำมาทำกำไร โดยเฉพาะเมื่อมาเทียบกับหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องปล่อยสินเชื่อ หรือรับเงินออมในต้นทุนที่เหมาะสม
ไม่ใช่จะเลือกว่าจะไปทางที่กำไรมากกว่าอย่างเดียว สถาบันการเงินไม่ได้มีหมวกเป็นธุรกิจเพื่อทำกำไรเท่านั้น ยกเว้นความคิดนี้โบราณไปแล้ว เป็นมหาชนกันหมดแล้ว ทำกำไร หุ้นขึ้น ขอยกเว้นธนาคารออมสินไว้สักแห่ง อยู่เชยๆ ไปเถอะครับ ท่านสร้างสมดุลให้ระบบอยู่
รัฐบาลพยายามมากให้เอกชนลงทุนในประเทศและดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้ลงทุนโดยตรง (FDI) เพราะจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่จะส่งสัญญาณความเชื่อมั่นทั้งหมดในประเทศ การไม่ปล่อยสินเชื่อในประเทศยิ่งทำให้เอกชนลงทุนลำบาก และยิ่งขัดกับตัวเลขบางอย่าง หากดูข้อมูลการลงทุนของเอกชนไทยในต่างประเทศ (TDI) ตั้งแต่ปี 2557 และปี 2558 รวมแล้วมีเม็ดเงินสูงถึง 14,838 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.6 แสนล้านบาท และคิดว่าส่วนหนึ่งก็ไปที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย
ตกลงเรากระตุ้นเศรษฐกิจให้ใคร ลงทุนที่ไหน? และต้นทุนหลักทางระบบเศรษฐกิจมันตกอยู่ที่ใคร? กรณีนี้เขียนในมุมที่ว่าสถาบันการเงินของไทย บอกว่าการปล่อยสินเชื่อในประเทศเสี่ยงและไม่ยอมปล่อยสินเชื่อโดยเลือกที่จะกดดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน ถ้ามาด้วยตรรกะลักษณะนี้ ไม่เห็นด้วยทุกกรณี แต่หากจะมองให้รอบด้าน อาจโทษนักธุรกิจฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องถามตรงๆ กันว่า มันเกิดอะไรในระบบเศรษฐกิจของเรา ระบบของเรามันไม่เอื้อต่อนักลงทุนใช่หรือไม่ แม้กระทั่งนักลงทุนไทยเอง?
หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาด้วย รัฐบาลคนเดียวทำอะไรไม่ได้มากนักหรอก
จับเข่าคุยกันกันสักครั้ง สถาบันการเงินเอกชนลดดอกเบี้ยเงินกู้ เงินสดในมือของหน่วยธุรกิจจะมากขึ้น เอกชนจะกล้าลงทุนมากขึ้นในประเทศ ทั้งหมดนี้ใช้ปริมาณเงินน้อยมาก แต่กระทบคนจำนวนมาก และสภาพคล่องส่วนเกิน หาทางปล่อยสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ หนุนธุรกิจเกิดใหม่ ธุรกิจพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีสินทรัพย์อะไรมาค้ำประกัน ยอมเสี่ยงบ้าง เพื่อสร้างอนาคตไว้ข้างหน้าเมื่อธุรกิจดั้งเดิมในประเทศ ที่ปรับตัวไม่ได้ต้องล้มหาย โลกไม่เหมือนเดิม
เรื่องเศรษฐกิจสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลทำได้ คือกำหนดทิศทาง งบประมาณ และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจที่เอกชนต้องเป็นผู้เล่น เอกชนที่เป็นผู้เล่นต้องให้เขาเล่นบนกติกาตามสมควร ไม่ใช่ไปยุ่งกับเขาทุกมุม ด้วยความกลัวล่วงหน้าว่าเขาจะโกง แล้วขอออกกฎหมายยุบยับไปหมด ใครจะอยากเข้ามายุ่ง อ่านกฎหมายให้เข้าใจก็ยากแล้ว
พร่อง-เติม พอ-หยุด เกิน-ปัน ณ เวลานี้ เป็นเรื่องที่คนมีอำนาจ คนมีโอกาส เอกชนผู้มีทุน ผู้ถือความได้เปรียบทางกฎหมายหมายและกติกา ผ่อนปรนบ้างเถอะ หยุดแนวคิดที่ว่าผู้ควบคุมตั้งกฎสารพัด ผู้เล่นต้องทำตาม หยุดแนวคิดนี้สักปีสองปีได้หรือไม่ ดึงดูดเอกชน ผ่อนสั้นยาว สถาบันการเงินยังไงท่านก็กำไร แต่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังคุกรุ่น อยากขอ มาตรา 44 ท่านนายกฯ มาแก้เรื่องสภาพคล่องจริงๆ เอาทีเดียวจบเลย
ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ขอย้ำ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยเงินฝาก และทำเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ย ไม่เป็นเสือนอนกิน กล้าทำหรือไม่?







