posttoday
ปัจจัยเสี่ยงเพียบ โลกพักยกขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว

ปัจจัยเสี่ยงเพียบ โลกพักยกขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว

17 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เป็นไปตามความคาดหมายอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีมติไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25-0.5% และคงคาดการณ์ของค่ากลางอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2016 ที่ 0.9% เท่ากับเมื่อเดือน มี.ค. หรือส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ภายในปีนี้โดยไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน ปล่อยให้เฟดกลายเป็นแดนสนธยาอันผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนสำหรับการเก็งกำไรอีกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากการประชุมครั้งก่อนหน้า โดยหลักคือการปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลงจาก 2.1-2.3% มาอยู่ที่ 1.9-2% หรือโดยเฉลี่ยลดลงจากเดิม 0.1% เติบโตเพียง 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า การมีกรรมการเอฟโอเอ็มซีถึง 6 คน จากทั้งหมด 17 คน เสนอปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประชุมเมื่อเดือน มี.ค. ที่มีเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังปรับลดค่ากลางดอกเบี้ยอ้างอิงในอนาคตระยะยาว จาก 4.25% ลงมาอยู่ที่ 3% สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐระยะยาวในเชิงลบลงกว่าเดิม ซึ่งจะผ่อนคลายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกหลายปีหลังจากนี้ตามมา

เท่ากับว่าสหรัฐเองกำลังเปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นต่อการดำเนินนโยบายได้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งแม้จะยังต้องเป็นไปในแนวทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น หลังจากผ่อนคลายแบบสุดขั้วมานานถึงเกือบ 10 ปี แต่แรงกดดันของการขึ้นดอกเบี้ยจะผ่อนคลายลง ซึ่งที่สุดแล้วอาจจะเหลือเพียงแค่ 1 ครั้งในปีนี้ และการทยอยขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตก็อาจจะไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนวิกฤตปี 2008

เพราะถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของเฟดเอง ไม่ว่าจะในยุคของผู้ว่าการ “เบน เบอร์แนนคี” หรือในยุคของ “เจเน็ต เยลเลน” ล้วนแล้วแต่เคยผ่านการส่งสัญญาณกลับกลอกไปมา ที่สร้างทั้งความปั่นป่วนและโอกาสการเก็งกำไรมหาศาลในตลาดทุนโลก รวมถึงยังกระทบต่อเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายการเงินของแต่ละประเทศอย่างมากตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เยลเลนเองก็เคยส่งสัญญาณช่วงปลายปีที่แล้วว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ราว 4 ครั้ง แต่ก็ค่อยๆ ลดลงมาในที่สุด และคงไม่มีอะไรน่าแปลกใจหรือเป็นไปไม่ได้หากจะเห็นเฟดทำแบบเดิมอีกครั้งจนขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้

ปัญหาใหญ่เฉพาะหน้าที่ถูกอ้างถึงมากที่สุด ณ เวลานี้ ย่อมหนีไม่พ้นความเสี่ยงที่อังกฤษอาจจะลงมติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “เบร็กซิต” ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ จากผลกระทบทางตรงเรื่องความผันผวนในตลาดทุนโลก และผลกระทบทางอ้อมทั้งเรื่องผลจากเศรษฐกิจการค้าในยุโรป และการสร้างลัทธิเอาอย่างที่อาจทำให้มีประเทศอื่นๆ เลือกเดินออกจากอียูตาม หรือแม้แต่เกิดความแตกแยกในประเทศของตนเอง เช่น ปัญหาระหว่างสกอตแลนด์และสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องเบร็กซิตแล้ว ต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในวันนี้มีมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐเอง และทำให้เฟดรวมถึงธนาคารกลางอื่นๆ ต้องพักยกการเคลื่อนไหวชั่วคราว เพื่อจับตาดูและประเมินสถานการณ์ในระยะสั้นต่อไป

ในการประชุมเฟดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเยลเลนได้สะท้อนภาพการจ้างงานที่ดีขึ้น โดยกังวลกับภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า แต่การประชุมครั้งล่าสุดนี้กลับให้ผลตรงข้ามกัน เพราะเฟดเบาใจภาพรวมเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้น แต่กลับห่วงเรื่องการจ้างงานมากกว่า หลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานเดือน พ.ค. ขยายตัวต่ำสุดในรอบหลายปี

หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ค. มีรายงานของสหรัฐที่แสดงความกังวลเรื่องสถานการณ์การจ้างงานในประเทศออกมา เพราะแม้ตัวเลขจะไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวลแล้ว แต่ในรายละเอียดยังเป็นที่ต้องจับตาอยู่ เพราะการจ้างงานจำนวนมากเป็นแบบพาร์ตไทม์ ไม่ใช่งานเต็มเวลาที่ให้การรับประกันถึงสวัสดิการและการเติบโตในอนาคต และในรายละเอียดอีกด้านยังพบว่า ส่วนใหญ่เป็นงานที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี ซึ่งมีข้อจำกัดต่อการขยายตัวของค่าแรงตามมาด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายบริโภคของครัวเรือนตามมา โดยเฉพาะหลังพ้นยุคน้ำมันถูกเหมือนในช่วง 2 ปีมานี้ 

ขณะเดียวกัน การยื้อหรือซื้อเวลาต่อไปของเฟด ส่วนหนึ่งยังอาจมาจากความกังวลต่อผลกระทบ ของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะตามมาจากการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหมายถึงภาระมหาศาลของภาคเอกชนอเมริกันรวมถึงเอกชนทั่วโลก ที่กู้เงินมหาศาลในยุคดอกเบี้ย 0-0.25% ราว 7 ปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐที่กำลังย่ำแย่อย่างหนักจากภาวะน้ำมันถูกมา 2 ปีเต็ม การขึ้นดอกเบี้ยที่ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงอาจหมายถึงการล้มละลายของบริษัทจำนวนมากตามมา

ยังไม่นับรวมภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังมีความเสี่ยงเกิดขึ้นทุกขณะท่ามกลางความพยายามปฏิรูป ซึ่งถือเป็นผลกระทบสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจจริงจากการบริโภคและค้าขาย ไปจนถึงผลกระทบตลาดเงินตลาดทุนที่จีนกำลังเร่งขยายบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ซึ่งความเสี่ยงจากจีนทำให้หลายประเทศคู่ค้าในเอเชียต่างพากันปรับลดมุมมองเศรษฐกิจและการส่งออกกันไปแล้วก่อนหน้านี้ และบางประเทศต้อง
เตรียมกระตุ้นเพิ่ม เช่น เกาหลีใต้ โดยมีเพียงบางประเทศที่มีความยืดหยุ่นทางการคลังสูง เช่น ไทย หรือประเทศที่น่าดึงดูดในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย พอจะเอาตัวรอดไปได้จากการทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศแทน

ไม่ใช่เพียงแต่เฟดเท่านั้น ธนาคารกลางอีกหลายแห่งทั่วโลกยังพร้อมใจคงมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายเอาไว้ และบางแห่งยังเดินหน้าเชิงรุกด้วยการผ่อนคลายเพิ่มเติมไปแล้ว โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศคงนโยบายการเงินของเดิม ส่วนธนาคารกลางอินโดนีเซียลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 6.5% และธนาคารกลางอังกฤษซึ่งประชุมเป็นรายล่าสุดนั้น
ถูกคาดหมายว่าอาจมีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อรับมือความผันผวนเป็นพิเศษในเดือนแห่งเบร็กซิต

แต่ถึงแม้ว่าที่สุดแล้วอังกฤษจะไม่ออกจากอียู ธนาคารกลางหลายแห่งก็มีแนวโน้มที่จะต้องตรึงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษออกไปอีกระยะ หรืออาจต้องผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมให้เข้มข้นขึ้นอีก เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่กำลังเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจและการค้าหนักกว่าใคร เนื่องจากความเสียเปรียบด้านค่าเงิน ที่เพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน หรือแข็งไปจนแตะระดับ 103 เยน/เหรียญสหรัฐมาแล้ว จนทำให้บีโอเจน่าจะต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเพิ่มการซื้อสินทรัพย์ (คิวคิวอี) หรือการใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่ม ในการประชุมรอบหน้าเดือน ก.ค.นี้ หลังผ่านพ้นสถานการณ์เบร็กซิตไปแล้ว  

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในวันนี้ จึงอาจทำให้ทั่วโลกต้องยื้อยากระตุ้นสเตียรอยด์ไปอีกระยะ จนกว่าจะมั่นใจได้มากกว่านี้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท