"บิ๊กต๊อก" ยัน "ดีเอสไอ" ค้นธรรมกายจับ "ธัมมชโย" ไม่ล้มเหลว
"รมว.ยธ." ยัน "ดีเอสไอ" ค้นวัดพระธรรมกายจับ "ธัมมชโย" ไม่ล้มเหลว เผย ปมลูกศิษย์วัดอ้างปชต. ให้สังคมดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ระบุ ถ้าใช้กำลังเกิดความสูญเสียสังคมรับได้หรือไม่
"รมว.ยธ." ยัน "ดีเอสไอ" ค้นวัดพระธรรมกายจับ "ธัมมชโย" ไม่ล้มเหลว เผย ปมลูกศิษย์วัดอ้างปชต. ให้สังคมดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ระบุ ถ้าใช้กำลังเกิดความสูญเสียสังคมรับได้หรือไม่
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในวันนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติตามหมายจับ เพื่อจับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มาชี้แจงผลการทำงานให้ตนทราบ ซึ่งข้อมูลก็เป็นไปตามที่สื่อรับทราบกัน ส่วนการปรับเปลี่ยนแผนในการดำเนินการครั้งต่อไปนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ดังนั้น แผนปฏิบัติการก็ไม่ได้ปรับนอกระบบ มันต้องปรับตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนวนถูกส่งไปที่อัยการแล้ว ซึ่งอัยการก็ต้องตรวจสอบ จึงต้องรออัยการว่าจะให้พนักงานสอบสวนไปนำตัวผู้ต้องหาหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำตามอัยการ โดยปกติก็จะเป็นลักษณะนั้น คือการนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือ หน้าที่ของพนักงานสอบสวนมีหมายจับอยู่ก็ต้องจับ ปกติคดีทั่วไปที่เป็นคดีอาญาลักษณะนี้ เมื่อได้หมายจับจากศาลแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะไปจับกุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งก็จะต้องขอหมายค้น โดยศาลก็ได้อนุมัติหมายค้นให้แล้ว แต่อำนาจหน้าที่พนักงานสอบสวนก็ยังมีอยู่ อยากจับเมื่อไหร่ ก็ไปขอหมายค้น ส่วนจะได้หรือไม่ก็อยู่ที่ศาล เพราะศาลออกให้แล้ว ถ้าศาลออกให้แล้วและพนักงานสอบสวนมีช่องว่างต้องการทำแบบนี้อีก เขาก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องรออัยการ ซึ่งเราก็ต้องไปขอหมายค้น เพราะมีเหตุจำเป็นและหมายจับก็ยังมีอยู่ ส่วนคดีอื่นก็สามารถขอหมายค้นได้ ดังนั้น คดีนี้ไม่ได้ต่างกับคดีอื่น ก็เป็นคดียักยอกทรัพย์ คดีฉ้อโกง ก็เหมือนทั่วไป เราก็พยายามไปทำให้เป็นคดีอื่น หรือมันอาจจะเป็นทีตัวบุคคล แต่ตนก็บอกว่าบุคคลกับกฎหมายไม่ได้แยกแยะกัน มันต้องทำตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดีเอสไอจะมีการปฏิบัติการจนนำไปสู่การจับกุมพระธัมมชโยได้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อย่าลืมว่า นายกรัฐมนตรี และตนก็ได้สั่งว่า จะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมา ซึ่งเขาก็ทำตามหน้าที่เขาแล้ว แต่สื่อหลายฉบับที่ไปลงว่าล้มเหลวหรืออะไรนั้น จะล้มเหลวได้อย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ทำตามที่ตนสั่ง เขาไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมา และตนเชื่อว่า สังคมก็พอรู้ตั้งแต่เริ่มทำงานมา มีเหตุการณ์ มีล้อมรั้วลวดหนาม ก็รู้อยู่แล้ว แต่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนเมื่อมีหมายจับก็ต้องไปทำหน้าที่ของตัวเอง เมื่อเราประเมินได้ในระดับหนึ่งแล้ว เราถึงสั่งว่าไม่จำเป็นต้องไป เพราะไม่จำเป็นต้องขยายขอบเขตปัญหาให้มากขึ้น
"สิ่งที่ขยายจากเมื่อวานคือการออกมายเรียกคนที่ขัดขวางทั้งหมด ซึ่งบางเรื่องเราอาจจะได้ออกหมายเรียกเป็นภาพเป็นอะไรไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่เขามาชี้แจงผม เรื่องที่สองที่ตามคือ สถานที่ของวัดวาอารามนั้นสามารถชุมนุมได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องทำไป ผมถึงได้พูดอย่างไรว่าสิ่งที่ตามมามันจะเป็นประเด็นของกฎหมายทั้งหมด และการตระเตรียมก็รู้อยู่แล้วว่ามันก็เป็นเหตุจงใจชัดเจน ทั้งการปิดตาคลุมหน้า ก็แสดงว่าจงใจไม่ได้มาปฏิบัติธรรม จงใจที่จะมาขัดขวางการจับกุมด้วยองค์ประกอบที่มันมีอยู่ ถ้าทำโดยบริสุทธิ์ใจท่านจะปิดหน้าทำไม ก็แสดงว่าตัวเองกำลังจะทำผิดกฎหมาย ไม่อยากให้ตัวเองป็นข้อมูลทางพนักงานสอบสวน ซึ่งตรงนี้ผมว่าตามกฎหมาย และพฤติกรรมอันนี้พนักงานสอบสวนก็รายงานผม ผมจึงบอกว่าสิ่งที่ทำต้องชี้แจงศาล ซึ่งเขากำลังรายงานไปยังศาลยุติธรรม" รมว.ยุติธรรม
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินการขอหมายต้นนั้น ยังสามารถทำได้ เพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เพราะการออกหมายค้นมันเรื่องของศาล คนที่จะไปค้นต้องไปขออำนาจศาล เมื่อผู้ต้องหาเราจับไม่ได้ ก็รู้อยู่ว่าอยู่ที่ไหน อย่าลืมว่าสำนวนอยู่ที่อัยการ เมื่ออัยการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมาบอกพนักงานสอบสวนว่าจะเอาตัวหรือไม่เอาตัวผู้ต้องหา ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่อัยการแล้ว หากอัยการร้องให้พนักงานสอบสวนไปนำตัวมาเราก็ต้องไปขอหมายค้น ซึ่งทำตามกระบวนการยุติธรรม โดยอัยการประสานมา อีกประเด็นคือ พนักงานสอบสวนมีหมายจับอยู่ในมือ ถ้ามีความพร้อมและเหตุผลเพียงพอที่จะกระทำก็ไปขอหมายค้น ตามอำนาจของตัวเองก็ได้
ถามถึงประเด็นที่ทางวัดมีการใช้เทคโนโลยีในการสั่งการ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เราก็ต้องไปดูว่ามันขัดมาตรา 189 หรือไม่ ส่วนจะต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ในการเข้าคันจับกุมครั้งต่อไปหรือไม่นั้น ก็ต้องรอพนักงานสอบสวนประชุมก่อน ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าดีเอสไอจะเข้าค้นอีกครั้งเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าเขาต้องมีแผนปฏิบัติการอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องตามจับกันต่อไป เพราะเป็นมันหน้าที่
รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่สังคมกำลังมองว่าคดีนี้จะนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองหรือไม่ ว่า สังคมต้องดูตั้งแต่พฤติกรรมที่มีการนำลวดหนามมากัน การตอบโต้มาอะไรมา ตนจึงไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์ ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องพวกนี้ มันพัฒนาเหตุผลไปเรื่อยๆ การพัฒนาเหตุผลมันต้องได้รับการยอมรับตามกรอบความเป็นธรรมและกฎหมาย และเป็นความจริง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้พวกเราก็รู้ได้ แต่สื่อบางแขนงก็เขียนให้มันเกิดความขัดแย้งไปเรื่อย ดังนั้น ตนจึงไม่อยากให้ขยายความในลักษณะนั้น
"เหมือนที่พวกท่านถามผมเรื่องประชาธิปไตย ถ้าเราเห็นว่าคดีนี้มันคือคดีฉ้อโกงธรรมดาก็ปล่อยไป เขาจะอ้างอะไรก็อยากไปผูกปัญหาว่ามันคือการเมือง และสิ่งที่อ้างมาก็อ้างกันมาทุกอาทิตย์อยู่แล้ว มันก็เปลี่ยนการอ้างไปเรื่อยๆ แต่การอ้างอันนี้มันสมเหตุสมผลหรือไม่ สังคมก็ต้องดู เจ้าหน้าที่ทำตามกรอบกฎหมาย รวมถึงให้ความเป็นธรรมและปฏิบัติเท่าคนอื่นที่ถูกดำเนินคดีในคดีนี้หรือไม่ เพราะเราไม่ได้ทำคนเดียว ซึ่งมีอีกสองคนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เขาก็จับแล้ว ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เห็นว่าเขาจะมาร้องเรื่องประชาธิปไตย เปลี่ยนพนักงานสอบสวน หรืออะไรเลย เพราะประเด็นการสอบมันสอบเหมือนกันหมด ว่าได้เงินมาอย่างไร วิธีการได้อย่างไร" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวและว่า ดังนั้น เราก็ไม่ควรมองว่าเขาเป็นคนพิเศษอะไร จึงยืนยันว่า ดีเอสไอไม่ได้ล้มเหลวอะไรกับการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หากเกิดการสูญเสียเกิดการบาดเจ็บร้ายแรงขึ้นมา ตนว่าตรงนี้คือความล้มเหลวไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ตาม สังคมยอมรับพฤติกรรมของบุคคลเหล่านี้หรือไม่ เราไปยอมรับระบบกฎหมู่พวกนี้หรือ เราไปยอมรับคนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพวกนี้หรือ ตนจึงให้พวกท่านช่างระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีนี้ กับสิ่งที่ผู้ต้องหากระทำเกิดขึ้น ใครคือคนที่ไม่พยายามเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราควรมองอย่างนั้น เมื่อมองแล้วสังคมควรกดดันไม่ใช่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว และอย่าไปยอมรับเหล่านี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมอยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกับเรื่องนี้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า "ตกลงคุณอยากให้ผมเอาทหาร 5 กองพันไปปิดล้อมและจับตัวใช่หรือไม่ และก็เกิดการต่อสู้สูญเสียบาดเจ็บล้มตายเอาอย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมว่า ผมก็ทำได้อย่างนี้ แต่ทุกคนยอมรับสิ่งตรงนั้นคุ้มค่ามากกว่าผู้ต้องเพียงคนเดียวซึ่งพยายามจะไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมอย่างนั้นหรือ"
ถามต่อว่าแต่ฝ่ายที่เชียร์รัฐบาลก็เหมือนกับอยากให้ควบคุมตัวมาดำเนินคดี พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้เรียกว่าฝ่ายเชียร์รัฐบาล ฝ่ายที่ต้องการให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความถูกต้อง ไม่มีใครมีมาตรฐานอื่นใด ซึ่งตนเชื่อว่าเขาคิดอย่างนี้ เขาไม่ได้เชียร์พวกตนหรอก แต่เขาเชียร์ว่ากฎหมายเมืองไทยปฏิบัติได้หรือไม่ สามารถบังคับใช้กฎหมายได้หรือไม่ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมาก็ใช้กฎหมายตัวเดียวกันหมดและถ้าเปลี่ยนคสช. และผู้ต้องหารายนี้ยังอยู่ก็ต้องทำต่อไป เพราะเขาก็อยากเห็นรัฐบาลทุกรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลนี้ได้
รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้น ตนไม่อยากให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในเมื่อมีเหตุการณ์พัฒนามาถึงตรงนี้ รัฐบาลก็จะเป็นต้องรอบคอบ และต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจว่าอะไรมันคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ส่วนกรณีที่สังคมจับตารัฐบาลจะจัดการกับความถูกต้องอย่างไรนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องดูว่าจะนำไปสู่การปิดล้อมหรือไม่ จะต้องลงทุนกันขนาดนั้นหรือไม่ ตนก็ต้งอตรึกตรอง ภาพที่เห็นทั้งหมดมันจะนำไปการตัดน้ำตัดไฟปิดล้อม ซึ่งมันจะไปถึงขนาดนั้นหรือไม่ ตนว่าสื่ออยากให้ตนตอบคำนี้แหละมั้ง มันยังไม่ได้พัฒนาไปถึงตรงนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำคดีนี้ให้เสร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ อีกทั้ง รัฐบาลนี้ก็มีกฎหมายอะไรอีกมากที่จะใช้จัดการเรื่องนี้ แต่เหมือนกับไม่มีความคืบหน้า พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อะไรคือความไม่คืบหน้า การที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการไปแล้ว จะบอกว่าไม่คืบหน้าได้อย่างไร แต่ถ้าทำเพื่อความสะใจมันก็อาจจะไม่สะใจ
"ท่านกำลังผมว่าสะใจหรือไม่ คำถามพวกนี้คือคำถามที่ให้เกิดความสะใจ มันเกิดประโยชน์กับสังคมหรือไม่ สะใจก็ได้ เอาตัวมาก็ได้ ก็ลองปิดล้อมให้หมดสิ และก็เข้าไปลุยกัน ท่านคิดว่าทำได้หรือไม่ รัฐบาลทำได้ แต่ความสูญเสียสังคมจะยอมรับได้หรือไม่ เดี๋ยวก็ออกมาเป็นเรื่องอื่นอีก กับการที่จะต้องรอคอยให้เกิดความเหมาะสม เราก็ไม่รู้ว่าเหมาะสมคืออะไร แต่สิ่งที่พวกท่านถามผมมาคือการนำกำลังไปปิดล้อมเอาตัวมาให้ได้ ณ วันนี้สถานการณ์มันต้องทำลักษณะนั้น พวกเราเห็นคำตอบอยู่อย่างเดียวว่าต้องใช้กำลังขนาดนี้ถึงจะเอาตัวมาได้ใช่หรือไม่ คุณต้องการให้ผมตอบว่าอีก 2-3 วันใช้กำลังทหารสัก 1 กองพล และตำรวจไปปิด จะให้ตอบอย่างนี้ใช่หรือไม่ แต่ถ้าให้ตอบโดยการใช้กำลังแบบเมื่อวาน ผมก็รู้ว่าไม่สามารถนำตัวมาได้ แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเอาไม่ได้ แต่ถ้าต้องใช้กำลังขนาดนี้ จะเอาหรือไม่ สังคมตอบผมกลับมาหน่อยสิ ผมจะได้พิจารณา" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว







