
ประธานาธิบดีสีเทา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
การเลือกตั้งแบบไพรมารี เพื่อเฟ้นหาตัวผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในทางปฏิบัติได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยผู้จะได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตคือ ฮิลลารี คลินตัน และพรรครีพับลิกันคือ โดนัลด์ ทรัมป์ เหลือเพียงการลงมติอย่างเป็นทางการของที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคในเดือนหน้าเท่านั้น
หนึ่งในสองคนนี้จะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอย่างแน่นอน เพราะแม้จะมีผู้สมัครอื่นอยู่บ้าง เช่นตัวแทนพรรคเล็กพรรคน้อยและผู้สมัครอิสระ แต่คนเหล่านั้นจะได้คะแนนเสียงน้อยมาก จนไม่ปรากฏอยู่ในภาพของการชิงชัยแต่ประการใด
ผมเริ่มได้ยินเสียงบ่นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีตัวเลือก สาเหตุเกิดจากความไม่ชอบตัวแทนของทั้งสองพรรค ซึ่งต่างดูเหมือนมีรอยด่างในชีวิตด้วยกันทั้งคู่ หากผู้ออกเสียงยังอยากมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ก็อาจจำใจต้องเลือกคนที่คิดว่าขี้เหร่น้อยที่สุด ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ใคร่จะเกิดขึ้นในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยจ๋าอย่างสหรัฐ
ในกรณีของคลินตัน เธอเคยถูกครหาว่าอาจจะเสียภาษีเงินได้ไม่ครบถ้วน และต่อมา ถูกครหาเรื่องการใช้อีเมลส่วนตัวสื่อสารข้อมูลที่อาจเป็นความลับของทางราชการ เรื่องหลังเกิดในขณะที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ และเป็นเรื่องที่เธอแก้ได้ไม่สะเด็ดน้ำ กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ถูกยกขึ้นมาโจมตีอยู่เนืองๆ
ส่วนปัญหาของทรัมป์มาจากประวัติทางธุรกิจ นอกจากเขาจะเคยเป็นเจ้าของบ่อนกาสิโน ธุรกิจของเขายังเคยล้มละลายมาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งจะมีการเจรจาขอลดหนี้จากธนาคารเจ้าหนี้ ในขณะที่ส่วนตัวของเขาร่ำรวยขึ้น นอกจากนี้ เขายังมีนิสัยชอบพูดแบบไม่ยั้งคิด ชอบพูดดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ทำให้มีศัตรูไปทั่ว แม้แต่ในพรรคเดียวกัน หลายคนก็ยอมรับเขาไม่ได้
คลินตัน อาจจะโชคดีที่ได้ทรัมป์เป็นคู่ชิง เพราะดูเหมือนเขาจะมีความเป็นสีเทามากกว่าเธอมาก ไม่เพียงเท่านั้น คลินตันยังได้เปรียบในหมู่ผู้มีสิทธิออกเสียงที่เป็นผู้หญิง และในหมู่ชนกลุ่มน้อยซึ่งมีอยู่ถึง 30%
ของประชากร เช่นกลุ่มเชื้อสายละติน กลุ่มคนผิวสี และกลุ่มที่นับถืออิสลาม เป็นต้น
ที่ผ่านมา โพลสำรวจคะแนนนิยมแบบตัวต่อตัวระหว่างคลินตันกับทรัมป์ ส่วนใหญ่จะให้คลินตันมีคะแนนเหนือทรัมป์ โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5% บางโพลต่างกันถึง 8-9% แต่บางโพลสูงกว่าเพียง 1-2% รวมทั้งบางโพลที่ให้ทรัมป์นำหน้าเล็กน้อย
กลางดึกคืนวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วยของทรัมป์ในการเลือกตั้ง นั่นก็คือการกราดยิงในคลับเกย์แห่งหนึ่งในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ซึ่งทำให้มีคนตายถึง 50 ราย นับเป็นอาชญากรรมด้วยการกราดยิงครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ โดยผู้ก่อการเป็นอเมริกันมุสลิมเชื้อสายอัฟกานิสถาน ก่อนปฏิบัติการเขาได้ประกาศตัวแสดงความจงรักภักดีต่อขบวนการหัวรุนแรงไอเอส
เรื่องนี้มีแนวโน้มจะเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องไปอีกนาน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีเดินมาถึงจุดที่มีความเข้มข้นสูง จากประสบการณ์ในทำนองเดียวกันในประเทศอื่น เรื่องแบบนี้จะทำให้การเมืองเอนเอียงไปทางขวามากขึ้น โดยในกรณีนี้ ทรัมป์และกลุ่มรีพับลิกันมีภาพลักษณ์ของความเข้มแข็ง และเอาจริงกับนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศมากกว่าเดโมแครต ยังดีที่คลินตันมีภาพลักษณ์ของความเชี่ยวชาญด้านต่างประเทศช่วยให้เธอบรรเทาความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง
ทรัมป์เคยประกาศจะไม่ให้มุสลิมเข้าประเทศ ซึ่งเคยฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันกลับมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
นักการเมืองรีพับลิกันหลายคนที่ก่อนหน้านี้ลังเลว่าจะประกาศสนับสนุนทรัมป์ดีหรือไม่ พอเกิดเรื่องก็เรียงหน้าออกมายอมรับความเป็นผู้นำของเขาทำให้พรรคมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น
มีข้อสังเกตอื่นๆ อีกบางประการที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ ดังนี้
หนึ่ง หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ในขณะที่คะแนนนิยมของเบอร์นี แซนเดอร์ส ต่ำกว่าของคลินตันภายในพรรคเดโมแครต แต่ในโพลสำรวจคะแนนนิยมแบบตัวต่อตัวกับทรัมป์ แซนเดอร์สกลับทำคะแนนได้ดีกว่า
คลินตัน กล่าวคือ เขามีคะแนนนิยมเหนือทรัมป์โดยเฉลี่ยประมาณ 10-12% ในขณะที่คลินตันเหนือทรัมป์เฉลี่ยเพียง 3-5% คำอธิบายในเรื่องนี้เท่าที่ผมนึกได้คือ นอกจากกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงที่ไม่ใช่เดโมแครตจะนิยมแซนเดอร์สมากกว่า แล้วการที่เขาไม่มีประวัติเสียหายเป็นสีขาวที่ข่มความเป็นสีเทาของทรัมป์ได้ดีกว่าคลินตัน
อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้แซนเดอร์สไม่เต็มใจละทิ้งความหวังที่จะได้เป็นตัวแทนพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งกับทรัมป์ แต่การกอดฟางเส้นสุดท้ายไว้แน่นทำให้แกนนำพรรคหลายคนอึดอัด เกรงว่าเขาจะทำให้พรรคแตก หรืออย่างน้อยก็ทำให้คลินตันเกิดห่วงหน้าพะวงหลัง จนไปเข้าทางของฝ่ายตรงข้าม
แซนเดอร์ส พยายามชี้ให้เห็นว่า หากเขาได้เป็นตัวแทนพรรคนอกจากโอกาสชนะจะสูงกว่าแล้ว เขายังอาจช่วยดึงคะแนนเสียงของระดับ สส. กับ สว.ของพรรคเดโมแครตให้สูงขึ้นด้วย ทำให้พรรคอาจได้กลับมาครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา จากปัจจุบันซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย
แต่ตรรกะของแซนเดอร์สไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก ในอีกแง่มุมหนึ่งเขาควรเคารพกติกาของการแข่งขัน อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ชาวเดโมแครตในรัฐแคลิฟอร์เนียหันไปเทคะแนนให้คลินตันในการเลือกตั้งแบบไพรมารี จนเธอได้ชัยชนะท่วมท้น ทั้งๆ ที่โพลก่อนหน้านั้นไม่กี่วันให้แซนเดอร์สนำหน้าเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม แซนเดอร์สได้แปลงโฉมตัวเองจากการเป็นนักการเมืองโนเนมมาเป็นนักการเมืองชั้นนำระดับชาติ เขาสามารถเรียกร้องให้ บารัก โอบามา เชิญเขาไปพบปะหารือที่ทำเนียบขาว เขาสามารถต่อรองให้ตัวเองมีบทบาทในที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งในการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคด้วย
สอง หลายคนคงไม่ทราบเช่นกันว่า การเลือกตั้งในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงอย่างสหรัฐ เขาก็มีระบบซูเปอร์เดลิเกท ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน กล่าวคือ ในการเลือกตั้งแบบไพรมารีนอกจากตัวแทนที่มาจากคะแนนเสียงของประชาชนแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าซูเปอร์เดลิเกทที่มาจากแกนนำพรรค ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแต่ประการใด อาจจะเปรียบได้กับกรณี สว.สรรหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา
ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่แซนเดอร์สโวยวายมาตลอดว่า คลินตันได้คะแนนเสียงของซูเปอร์เดลิเกทมากกว่าเขาหลายเท่า และในการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เขาบอกว่าจะพยายามโน้มน้าวกลุ่มซูเปอร์เดลิเกทให้หันมาเทคะแนนให้ ซึ่งหากส่วนใหญ่ยอม เขาก็อาจกลายเป็นผู้ชนะได้
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การลงประชามติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สำหรับคนที่ชอบโวยวายว่าระบบของเรายังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะยังไม่ยึดโยงกับประชาชนทั้งหมด อย่าลืมดูตัวอย่างของสหรัฐด้วยนะครับ







