ทูตสหรัฐ พบ"มาร์ค"เห็นพ้องเปิดเวทีถกร่างรธน.
ทูตสหรัฐ พบ อภิสิทธิ์ เห็นพ้องเปิดเวทีถกร่างรธน. ย้ำทูตไม่ก้าวล่วงเรื่องภายในประเทศ มาร์คห่วงหลังประชามติ 7 ส.ค. ส่อเค้าวุ่น ทูตสหรัฐเชื่อไทยเดินตามโรดแมปเลือกตั้ง 60
ทูตสหรัฐ พบ อภิสิทธิ์ เห็นพ้องเปิดเวทีถกร่างรธน. ย้ำทูตไม่ก้าวล่วงเรื่องภายในประเทศ มาร์คห่วงหลังประชามติ 7 ส.ค. ส่อเค้าวุ่น ทูตสหรัฐเชื่อไทยเดินตามโรดแมปเลือกตั้ง 60
วันที่ 15 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังจากที่นายเกล็น เดวีส์ เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบที่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า มีการหารือกันอย่างกว้างขวางทั้งสถานการณ์ในสหรัฐและประเทศไทย รวมถึงความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี ซึ่งตนได้ส่งกำลังใจให้ชาวอเมริกันต่อเหตุการณ์เศร้าสลดที่มีการกราดยิงในสถานบันเทิงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยหวังว่าจะคลี่คลายเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้
ทั้งนี้ ในการพูดคุยเรื่องท่าทีของพรรคต่อเรื่องการเมืองและการทำประชามติ ตนเองยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญในการที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ซึ่งการทำประชามติต้องเอื้อต่อการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การยอมรับกติกา หากไม่ผ่านต้องมีกระบวนการและกติกาที่ดีเพื่อเดินหน้าโดยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำให้เป็นเรื่องความขัดแย้ง แต่ส่งเสริมให้สังคมไทยพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า
“ผมกับทูตสหรัฐเห็นตรงกันว่าต้องมีพื้นที่การมีส่วนร่วมซึ่งทางทูตสหรัฐก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของไทยแต่ก็พูดในมุมหลักการประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงปัญหาความละเอียดอ่อนและความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย โดยตนเห็นว่า กกต.ต้องเป็นหลักด้วยการออกมาขจัดความไม่แน่นอนและความกลัวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแสดงออก ที่เกิดจากผู้มีอำนาจทำให้เกิดความสับสนว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ยึดคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งสามารถตั้งศูนย์ที่มาตรวจสอบการออกเสียงประชามติได้แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุว่าไม่สามารถตั้งศูนย์ได้จะยิ่งเกิดความสับสนจึงอยากให้พูดให้ชัดว่าสิ่งที่ทำไม่ได้คือการกระทำผิดกฎหมาย มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกจำกัดอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้าอนุญาตให้กลุ่มหนึ่งทำได้ก็ต้องอนุญาติทุกกลุ่ม แต่อะไรที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริต การเที่ยงตรงของการทำประชามติก็ต้องทำได้
“ผมไม่ได้ห่วงวันลงประชามติ แต่ห่วงหลังวันที่ 7ส.ค.ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ก็จะไม่เกิดการยอมรับซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์อะไร ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เรียกร้องให้ทำประชามติแต่ถ้าจะทำแบบนี้มันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งหากไม่ได้รับการยอมรับก็คลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองไม่ได้เพราะประเด็นรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นความขัดแย้งในอนาคตอีก ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับท่าทีทั้งหมดเพื่อให้การลงประชามติได้รับการยอมรับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวทางที่จะทำให้การจัดทำประชามติได้รับการยอมรับ นั้น คสช.รัฐบาลและ กกต.ควรพูดกันให้ชัดว่าการรณรงค์ทำได้แต่อย่าขัดกับรูปแบบที่ถูกห้ามเช่น 1 ห้ามเวทีปราศรัย แต่การแสดงความเห็นทำได้อย่างเต็มที่เพียงแต่อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือก่อความวุ่นวาย และควรส่งเสริมให้สื่อจัดเวทีให้เกิดการถกเถียงในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ 2 ทบทวนบทบาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ควรหรือไม่ที่จะเอาทรัพยากรของรัฐไปสนับสนุนให้คนเพียงกลุ่มเดียวสามารถชี้แจงได้เพราะเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามในเรื่องการเที่ยงธรรมของการทำประชามติ
ด้าน นายกลิน ที เดวิส กล่าวว่า ได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับ สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทย โดยมีความเชื่อมั่นในการปฏิรูปประเทศและกระบวนการในการกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเดินหน้าอยู่ อีกทั้งมิตรประเทศของไทยได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยดูพัฒนาการและขั้นตอนต่าง ๆ ของประเทศไทยที่ทำมาแล้ว มีแนวโน้มที่ดีว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 60ตามโรดแมป เพราะมิตรประเทศของไทยทุกประเทศอยากเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อยู่แล้ว และหวังว่าจะเกิดสิ่งที่ดีมากๆ ต่อประเทศไทย
“ผมและนายอภิสิทธิ์ ยังได้คุยกันถึงเรื่องความสำคัญ ในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เพื่อให้คนไทยทุกระดับได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นก่อนที่จะถึงวันออกเสียงประชามติ ซึ่งการให้ประชาชนและสื่อมวลชนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีภาพเป็นจุดยืนของสหรัฐอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องการเห็นประเทศไทยประสบความสำเร็จ และมีความเจริญรุ่งเรื่อง เป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องสามารถพูดคุยกันได้ เกี่ยวกับอนาคตของประเทศ รวมทั้งอนาคตของรัฐธรรมนูญ” นายเดวีส์ กล่าว







