จับตาวิกฤต 2015 ธุรกิจการเงินฆ่าตัวตาย!
นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักมองความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจคล้ายกับวงจรที่มีการเกิดดับ อยู่เสมอ หรือที่เรียกกันว่า วงจรเศรษฐกิจ หรือ Economic Cycle หรือ Business Cycle
นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักมองความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจคล้ายกับวงจรที่มีการเกิดดับ อยู่เสมอ หรือที่เรียกกันว่า วงจรเศรษฐกิจ หรือ Economic Cycle หรือ Business Cycle
โดย.......ทีมข่าวต่างประเทศ
การเกิดดับของวงจรเศรษฐกิจ หมายถึง ภาวะคึกคักในช่วงแรกเริ่ม แล้วเคลื่อนคล้อยสู่ภาวะถดถอย หรืออาจถึงขั้นเผชิญกับวิกฤตในท้ายที่สุด
ช่วงอายุของวงจรเศรษฐกิจมีการประเมินในระดับที่แตกต่างกันอย่างน้อย 4 ช่วง ได้แก่ การประเมินตามระบบของนักเศรษฐศาสตร์ โจเซฟ คิตชิน หรือ Kitchin Inventory มีวงจรอายุ หรือมีแนวโน้มที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ช่วงขาลงทุกๆ 3–5 ปี การประเมินของ เคลอมองต์ชูกลาร์ หรือ Juglar Fixed Investment มีระยะเวลา 7–11 ปี
ส่วนการประเมินของ ไซมอน คัซเนทส์ หรือระบบ Kuznets Infrastructural Investment มีระยะเวลา 15–25 ปี และการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ นิโคไล คอนดราเตียฟ หรือ Kondratiev Wave มีระยะเวลานานถึง 45–60 ปี จึงจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ขึ้น
ในบรรดาการประเมินช่วงเวลาของวงจรเศรษฐกิจของกูรูท่านต่างๆ จะพบว่า การประเมินของคอนดราเตียฟ สอดคล้องกับวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 มากที่สุด เพราะมีระยะห่างจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ (Great Depression) ในระยะ 70 ปี ซึ่งนับเวลาไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่ประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลา 6070 ปี มักเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตขึ้นประปรายในระดับที่อาจไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตครั้งใหญ่ แต่ก็อาจสร้างความเสียหายได้ไม่แพ้กัน
และขณะนี้เริ่มมีกระแสวิตกกังวลในเรื่องนี้บ้างแล้วว่า วงจรเศรษฐกิจขาลงอาจหวนกลับมาอีกครั้งในปี 2015
เมื่อเดือน ม.ค. เจมี ดิมอน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท เจ.พี. มอร์แกน เชส กล่าวกับคณะกรรมาธิการไต่สวนวิกฤตการเงินของสภาคองเกรสว่า ระบบการเงินมักเผชิญกับวิกฤตทุกๆ 57 ปี ซึ่งเป็นวงจรที่ใกล้เคียงกับการประเมินของ Kitchin Inventory และ Juglar Fixed Investment
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หากการประเมินของซีอีโอแห่งเจ.พี. มอร์แกน เป็นความจริงแล้ว วิกฤตการเงินครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในปี 2015
หมายความว่า การปรับใช้ระเบียบควบคุมระบบการเงินที่เพิ่งได้รับการยกเครื่องครั้งใหญ่ และได้รับการลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐ จะไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันกาล ตามกำหนดที่จะใช้ได้อย่างเต็มที่ภายในปี 2018
ที่กังวลยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ มีแนวโน้มที่ระบบการเงินจะยังไม่เข้าที่เข้าทางไปอีกนานถึง 810 ปี นับว่าเป็นภาวะ “พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” อย่างแท้จริง
ไม่ใช่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะนิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แต่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะผลักดันให้กฎหมายปฏิรูปการเงินสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว
แต่กระบวนการนี้ไม่สามารถดันให้มีความคืบหน้าได้เร็วไปกว่านี้แล้ว พิจารณาจากการที่กฎหมายปฏิรูประบบการเงิน หรือกฎหมายฉบับ Dodd Frank Act จำเป็นต้องทำการศึกษาแนวทางถึง 67 โครงการการศึกษา และต้องกำหนดระเบียบใหม่สำหรับระบบการเงินอีกถึง 243 ระเบียบ ยังไม่นับกระบวนการการจัดตั้งสภาตรวจสอบเสถียรภาพทางการเงิน (FSOC) ซึ่งยังไม่ลงตัวว่าจะมีขอบข่ายอำนาจเพียงใด หรือใครที่สมควรเข้ามาดูแลบ้าง
ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แสดงความหงุดหงิดใจอย่างเห็นได้ชัดกับความล่าช้าในการปรับใช้ระเบียบควบคุมระบบการเงิน พร้อมลั่นว่าจะผลักดันให้สัมฤทธิผลโดยเร็วที่สุด
แต่แล้วคำยืนยันของขุนคลังสหรัฐก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ มารองรับในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ภายหลังการลงนามรับกฎหมายปฏิรูป ท่าทีเช่นนี้ยิ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้ที่กังวลกับแนวโน้มอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในปี 2015
ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขหรือแนวโน้มใดๆ ที่ชี้ชัดว่าใน 5 ปีต่อจากนี้ อาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน เพียงแต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (ยกเว้นเอเชีย) เป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนที่ยุโรปมีแนวโน้มที่ธุรกิจการเงินจะติดเชื้อร้ายจากวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ในขณะนี้
โดยสรุปก็คือ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ยกเว้นแรงเฉื่อยจากวิกฤตเมื่อปี 2008 ที่ยังมีแรงส่งในระดับหนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความตั้งใจจริงที่จะปรับใช้มาตรการควบคุมสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับใช้หลักการควบคุมธุรกิจเก็งกำไร ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่บ่อนทำลายระบบการเงิน หลักการนี้นำเสนอโดย พอลโวลคเกอร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จึงเรียกกันว่า Volcker Rule
เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว มีการประชุมระดับนานาชาติเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับการทำธุรกิจการเงินของโลกที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่าแนวทางใหม่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากธุรกิจการเงินและรัฐบาลบางประเทศ ที่อ้างว่าการควบคุมระบบการเงินมากเกินไปจะกระทบต่อการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
กระแสต่อต้านมาจากทุกทิศทุกทางและทุกกระบวนท่า ถึงขั้นที่สถาบันการเงินนานาชาติ (IIF) ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจการเงินเอกชนถึง 400 แห่งเตือนว่า หากควบคุมระบบการเงินตามแผนการที่เสนอไป จะยังผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐและยุโรปลดลงถึง 3.1% ภายในปี 2015
มาถึงขณะนี้จะเห็นได้ว่า ธุรกิจการเงินไม่เพียงกังวลกับจุดจบของวงจรเศรษฐกิจในปี 2015 เท่านั้น แต่ยังนำมาใช้ประโยชน์เพื่อคัดค้านการคุมเข้มระบบ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลต่างๆ จึงยอมอ่อนข้อลง มีการปรับมาตรการควบคุมบางส่วนเพื่อประนีประนอมกับธุรกิจการเงิน
แต่การประนีประนอมอาจเป็นยาพิษที่ส่งผลร้ายในระยะยาว และอาจยาวพอที่จะสั่งสมพิษร้ายนานถึง 5 ปีก่อนที่จะสำแดงฤทธิ์
ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ความล่าช้าในการปรับใช้ระเบียบควบคุมระบบการเงิน เพราะเห็นแล้วว่า เมื่อภาครัฐเสนอระเบียบขึ้นมาคราใด ภาคธุรกิจจะเตะถ่วงด้วยวิธีการต่างๆ นานา ดีไม่ดีอาจต้องเลื่อนเป้าหมายปรับใช้อย่างเต็มที่ภายในปี 2018
แต่นั่นหมายความว่า หากในปี 2015 เกิดวิกฤตจากการสิ้นสุดของวงจรเศรษฐกิจขึ้นมา ผู้ที่ต้องประสบกับความเสียหายจะไม่ใช่ภาคธุรกิจการเงินหรอกหรือ?
ผลสุดท้ายความพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ก็อาจกลายเป็นการหยิบอาวุธทำร้ายตัวเองไปโดยปริยาย


