
ความต้องการอสังหาฯ ยังไม่แข็งแกร่งพอ
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
เราคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มที่อยู่อาศัยเท่ากับตลาด โดยมองว่าความต้องการ โดยรวมยังไม่แข็งแกร่ง กดดันให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงที่จะทำให้ยอดขายพลาดเป้าโดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม รวมทั้งการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี 2560 จะทำให้ความต้องการคอนโดมิเนียมในครึ่งหลังปี 2559 ชะลอตัวมากขึ้น
แนวโน้มในครึ่งปีหลัง ยังไม่มีประเด็นหนุนใหม่ที่มาช่วยยอดพรีเซล มองว่าการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ใน 2 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ และนนทบุรี คือประเด็นบวกที่เด่นสุด และเพิ่มโอกาสของการขยายโครงการคอนโดมิเนียมของหลายๆ ผู้ประกอบการ แต่ประเด็นบวกนี้ถูกทอนและกดดันด้วยภาษีที่ดินฯ คาดว่าจะทำให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไรเริ่มชะลอตัว คาดว่าในปีนี้เป้า
พรีเซลของกลุ่มที่ตั้งไว้ที่ 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน มีโอกาสพลาดเป้า ซึ่งในไตรมาสแรกกลุ่มทำยอดไปได้ 4.56 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 18.2% ของเป้าหมาย
เราเริ่มเห็นสัญญาณของพรีเซลคอนโดมิเนียมที่อ่อนตัวลงมากในช่วงที่ไม่มีการเปิดโครงการใหม่ เช่น จากบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ขณะที่บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ยังคงทำได้ดีในบางทำเล
“มองว่าในครึ่งปีหลังผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ จะเร่งระบายสินค้าที่มีอยู่ออกไป พร้อมระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ และระบายที่ดิน (แลนด์แบงก์) ที่ไม่ก่อให้เกิดโครงการที่ดีในอนาคตออกไป” บล.เมย์แบงก์ฯ ระบุ
สำหรับการเลือกหุ้นจากการปรับไปใช้ราคาเป้าหมาย 12 เดือน ยังคงชอบบริษัท ศุภาลัย จากที่คาดว่าผลงานครึ่งปีแรกจะเด่นมาก และมีงานในมือรองรับรายได้จนถึงปี 2560 เหมาะลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว หากต้องการเก็งกำไรระยะสั้น เราเลือกบริษัท เอพี และบริษัท อนันดาฯ จากผลงานจะเด่นที่สุดในไตรมาส 4 จากส่วนแบ่งกำไรจาก JV ขณะที่บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นหุ้นที่ยังคงต่ำกว่ามูลค่า และสะสมถือลงทุนยาวได้ แต่ยังคงห่วงบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จากยอดจองและงานในมือที่เพิ่มขึ้นช้าและน้อย จะมีผลต่อผลการดำเนินงานในปี 2560







