
สวิสไม่รับ ไทยรับไหม
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อวันอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า ประชาชนชาวสวิสได้ออกเสียงลงประชามติไม่รับแผนค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำของชาวสวิสและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี
ตามแผนซึ่งได้รับการเสนอโดยผู้สนับสนุนจำนวนเกิน 1 แสนราย ซึ่งตามกฎหมายของสวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลจะต้องจัดให้มีการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับแผน คาดว่าผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วจะได้รับเงินประกันรายได้ขั้นต่ำจากรัฐบาล เดือนละ 2,500 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 7.6 หมื่นบาท ทุกคนไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่มีงาน มีรายได้มากหรือรายได้น้อย ร่ำรวยหรือยากจน ส่วนผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะได้รับเงินเดือนเช่นเดียวกัน แต่น้อยกว่าผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว คือ จะได้รับคนละประมาณ 1.8 หมื่นบาท
ผู้เสนอแผนนี้ให้เหตุผลว่า การจ่ายเงินเดือนขั้นต่ำให้ประชาชนทุกคนทั้งผู้ใหญ่และเด็กในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้ของประชาชนในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หางานทำยากขึ้น
แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้รัฐบาลจ่ายเงินให้ประชาชนทุกคนเป็นนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนในประเทศอังกฤษและอเมริกาให้ความสนับสนุนมาก่อน แต่สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่มีการเสนอนโยบายนี้อย่างเป็นทางการให้ประชาชนลงมติว่าจะรับหรือไม่รับแผน
ผมเชื่อว่าถ้าจัดให้มีการลงประชามติในเมืองไทยว่าจะให้รัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้ประชาชนทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะรวยหรือจน มีงานทำหรือไม่มีงานทำ ไม่ต้องถึงเดือนละประมาณ 7.6 หมื่นบาท เอาแค่เดือนละ 7,600 บาท และเด็กๆ ได้รับเงินเดือนละ 1,800 บาท ตามสัดส่วนความแตกต่างของค่าครองชีพระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับไทย ผลที่ได้คงแตกต่างจากผลการลงประชามติของชาวสวิสค่อนข้างแน่นอน
กรณีนี้ชาวสวิสลงประชามติไม่รับแผนค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำที่ว่านี้อย่างท่วมท้นถึงร้อยละ 77 และมีผู้ออกเสียงรับแผนเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น ทั้งๆ ที่ถ้ารับแผนชาวสวิสทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะได้รับเงินเข้ากระเป๋าฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรอให้ผลผลิตเสียหายก่อนแล้วไปขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
ความจริงแล้วเหตุผลที่พูดข้างต้นกลับเป็นเหตุผลที่นำมาซึ่งการไม่รับแผนการค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำของชาวสวิส เพราะเขาเชื่อว่าถ้ามีการจ่ายเงินให้ประชาชนทุกคนโดยไม่ต้องทำงาน จะทำให้แรงจูงใจในการทำงานลดลง บางคนอาจเลือกที่จะออกจากงานหรือโยกย้ายงานไปทำงานอื่นที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเดิม แต่มีเวลาว่างเพื่อหาความสุขส่วนตัวเพิ่มขึ้น ทำให้สังคมและเศรษฐกิจอ่อนแอในระยะยาว เมื่อประชาชนไม่เห็นคุณค่าของการทำงานและฝากอนาคตและความหวังไว้กับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล (กรณีนี้รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เสนอแผนให้มีการลงประชามติ แต่สนับสนุนให้ประชาชนลงมติคว่ำแผนที่ผู้สนับสนุนนำเสนอ)
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แผนค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำไม่ผ่านประชามติ เพราะประชาชนชาวสวิสตระหนักดีว่าเงินเดือนที่พวกเขาจะได้รับจากรัฐบาลฟรีๆ นั้น รัฐบาลไม่ได้พิมพ์ขึ้นมาจ่ายเอง และไม่มีนักการเมืองหรือเศรษฐีคนไหนมาจ่าย แต่เป็นเงินของเขาเองที่จ่ายภาษีให้รัฐบาล
ถ้าลงประชามติให้มีการจ่ายเงินเดือนให้ประชาชนทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ตามแผน ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องตัดรายจ่ายจากโครงการประชาสังคมอื่นๆ มาเพื่อใช้จ่ายในโครงการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ที่ทำงานเสียภาษีเพื่อให้รัฐบาลนำมาจ่ายให้กับคนที่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำงาน ไม่เสียภาษี แต่รอรับเงินเดือนจากรัฐบาล
นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถึงแม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของโลก แต่การเพิ่มต้นทุนการผลิตถ้ารัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น หรือการขึ้นเงินเดือนเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานแทนที่จะลาออกไปรับเงินเดือนจากรัฐบาล ย่อมอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้อยลงในระยะยาว
แต่เหตุผลประการสำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าประชากรส่วนใหญ่ของเขาเป็นคนชั้นกลาง ส่วนที่ยากจนมีรายได้น้อยไม่มีงานทำคงมีจำนวนน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ จึงทำให้นโยบายประชานิยมประเภทนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในการลงประชามติ ถึงแม้ว่าผู้สนับสนุนจะเสนอนโยบายนี้โดยอ้างว่าปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชากรเพิ่มขึ้น ค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำจึงเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ความเหลื่อมล้ำนี้คงไม่มากเหมือนในประเทศกำลังพัฒนาที่รวยกระจุกจนกระจายอย่างประเทศไทย จนทำให้ประชาชนยอมรับในเหตุผลของผู้สนับสนุน
โดยสรุปคือเขาลงประชามติโดยชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ และให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ของชาติมากกว่า จึงลงประชามติไม่รับเงินเดือนที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้ตัวเองและครอบครัวฟรีๆ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้ามีใครเสนอนโยบายนี้ให้ลงประชามติในประเทศไทยผลจะออกมาอย่างไร แต่ที่แน่ๆ จะมีการโต้แย้งกันอย่างหนักว่า ทำไมรัฐบาลถึงจะต้องจ่ายเงินให้คนรวยเพราะรวยอยู่แล้ว ส่วนคนรวยก็จะยืนยันที่จะรับเงิน โดยอ้างว่าเขาก็มีสิทธิในฐานะคนไทยที่จะได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลและเขาเสียภาษีให้รัฐมากกว่าคนจน
สรุปแล้วทุกคนอยากได้รับเงินเดือนฟรีจากรัฐบาล
ส่วนเงินที่จะเอามาจ่ายจะมาจากไหน จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ลดสวัสดิการที่มีอยู่หรือกู้เงินมาใช้จ่ายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
ขอให้มีเงินเดือนมาจ่ายตามนโยบายเป็นใช้ได้ ท่านเห็นด้วยไหมครับ







