posttoday
หวั่นน้ำมันขาขึ้นไม่ยาว ปัจจัยเสี่ยงรอฉุดเพียบ

หวั่นน้ำมันขาขึ้นไม่ยาว ปัจจัยเสี่ยงรอฉุดเพียบ

14 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแรงถึง 3% เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. ตามเวลาในสหรัฐ จากปัจจัยแท่นขุดเจาะน้ำมันในประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน รวมถึงเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น และเมื่อวานนี้ ราคาก็ลดลงต่อเนื่องอีกกว่า 1% ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงไปต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขาย ขณะที่ไนเมกซ์ลดลงไปอยู่ที่ราว 48.46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ทว่าระดับของราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเฉพาะหากเทียบกับราคาเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาในระดับต่ำสุดรอบ 13 ปี ที่แตะ 26.05 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือเท่ากับว่าราคาน้ำมันดิบของโลกได้ไต่ระดับขึ้นมาแล้วถึงเกือบ 50% จากจุดต่ำสุดในปีนี้

สำนักวิเคราะห์หลายแห่งพร้อมใจกันปรับท่าทีคาดการณ์น้ำมันโลกกันมาตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.ว่า ตลาดน้ำมันโลกได้หลุดพ้นออกจากภาวะตลาดหมีเรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่พุ่งสู่ภาวะตลาดกระทิง เพราะยังต้องใช้เวลาปรับฐานอีกพักใหญ่ แต่ราคาน้ำมันโลกได้เดินเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นแล้วตลอดช่วงครึ่งปีหลังนี้ และจะไม่ดิ่งกลับไปแตะช่วงเพดาน 20 เหรียญสหรัฐ เหมือนที่เคยกังวลกันในช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ในแง่ของแรงสนับสนุนที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนมานี้ หลักๆ แล้วมาจากบรรดาปัจจัยเสี่ยงกระทบต่อซัพพลายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี ถึงวันละ 3.6 ล้านบาร์เรล จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (อีไอเอ) ทั้งปัญหาไฟป่าในประเทศแคนาดา และปัญหาการโจมตีท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย ที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้กำลังการผลิตในไนจีเรียลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี คล้ายคลึงกับในประเทศลิเบีย ที่มีกำลังการผลิตเดือน พ.ค. ลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี 3 เดือน อยู่ที่ 2.5 แสนบาร์เรล/วัน เท่านั้น

แรงหนุนอีกด้านหนึ่งคือ ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐที่ลดลง 2.7 ล้านบาร์เรล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 ขณะที่แรงหนุนสุดท้าย คือ เงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงจากการที่ตลาดเก็งกันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม หากดูจากปัจจัยพื้นฐานหลายด้านประกอบกันแล้วอาจชวนให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่า ราคาน้ำมันโลกจะกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นถาวรจริงตลอดครึ่งปีหลังนี้หรือไม่  

บลูมเบิร์ก มองว่า บรรดานักลงทุนเก็งกำไรซึ่งได้ประโยชน์มากสุดจากราคาน้ำมันขาขึ้นอีกครั้ง ยังไม่ควรรีบดีใจ เพราะหากดูปัจจัยพื้นฐานหลายด้านประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า ยังมีความเสี่ยงที่น้ำมันจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นได้ไม่ถาวร แม้จะไม่น่าลงมาต่ำเหมือนช่วงต้นปี 2016 ที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่ก็จะไม่พุ่งขึ้นแรง หรืออาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขาขึ้นต้องหยุดชะงักเป็นบางช่วง

ประการแรกนั้นเห็นได้จากปัญหาไฟป่าในแคนาดา ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยกระทบกำลังการผลิตน้ำมันในระยะสั้นเท่านั้น ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่าในรัฐแอลเบอร์ตา ที่เคยฉุดกำลังการผลิตลงถึงวันละประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรล เริ่มคลี่คลายลง และทำให้กลุ่มธุรกิจการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันเริ่มกลับมาทยอยเดินเครื่องการผลิตกันอย่าง
ต่อเนื่องแล้ว 

ที่สำคัญก็คือ แม้กำลังการผลิตจะลดลงไปในหลายประเทศ แต่ก็ต้องไม่ลืมปัจจัยสำคัญว่า บรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ไม่สามารถตกลงเรื่องจำกัดหรือลดเพดานการผลิตเพื่อกำหนดราคาไปในทิศทางเดียวกันได้เหมือนที่ผ่านๆ มา และในความเป็นจริงนั้น หลายประเทศยังเร่งปั๊มน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกัน โดยเฉพาะรายใหญ่อย่าง อิหร่าน และซาอุดิอาระเบีย

อิหร่านได้ยืนกรานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า จะไม่ร่วมตกลงคงกำลังการผลิตน้ำมันร่วมกับโอเปก จะมีก็แต่เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อหารายได้ชดเชยกับที่เสียไปเพราะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาหลายปีก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันอิหร่านเร่งเครื่องผลิตน้ำมันต่อวันได้ในระดับที่สูงกว่าสมัยก่อนยกเลิกการคว่ำบาตรแล้ว โดยอยู่ที่ราว 3.38 ล้านบาร์เรล/วัน และตั้งเป้าจะขยายให้ถึงระดับ 4.8 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในช่วง 5 ปีนี้

การผลิตที่เพิ่มขึ้นยังมาพร้อมกับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่เติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้ได้ระบุไว้ว่า อิหร่านสามารถปลดล็อกปัญหาสำคัญเรื่องการส่งออกน้ำมันได้แล้ว หลังพบรายงานข้อมูลจากการท่าเรือว่า มีเรือน้ำมันจากยุโรปและเอเชียมากกว่า 26 ลำ แต่ละลำสามารถบรรทุกน้ำมันดิบได้มากกว่า 25 ล้านบาร์เรล มาเทียบท่าที่อิหร่านเพื่อส่งออกน้ำมัน
ให้อิหร่านไปขายทั่วโลก ในช่วงระหว่างปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. ซึ่งทำให้อิหร่านอาจเพิ่มการส่งออกน้ำมันได้เร็วกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังยกเลิกการคว่ำบาตรเมื่อเดือน ม.ค. &O5532;

ขณะที่ซาอุดิอาระเบียยังคงกำลังการผลิตในปริมาณมหาศาลที่ 12.5 ล้านบาร์เรล/วัน โดยมีเป้าหมายคงเพดานนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2020 พร้อมยังเดินหน้ากลยุทธ์ทางการตลาดตัดราคาในยุโรป เพื่อแข่งกับอิหร่านโดยตรง เช่น ลดราคาให้ลูกค้าในกลุ่มยุโรปเหนือ 35 เซนต์/บาร์เรล และลดให้ลูกค้าในแถบเมดิเตอร์เรเนียน 10 เซนต์/บาร์เรล สำหรับน้ำมันงวดส่งมอบเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ อิรักซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มโอเปก ยังปรับเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรายวันขึ้นเป็น 4.5 ล้านบาร์เรล ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตของอิรักส่งผลให้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาร์เรล/วัน จากเดือน เม.ย. ซึ่งคาดว่าจะช่วยชดเชยผลผลิตน้ำมันที่ขาดหายไป เนื่องจากเหตุโจมตีในไนจีเรียและเหตุไฟป่าในแคนาดาได้

ปัจจัยเรื่องค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันก็เป็นอีกปัจจัยที่ยังต้องลุ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้เช่นกัน โดยเฉพาะหากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค.นี้ ในกรณีที่ความเสี่ยงอังกฤษลงประชามติชี้ชะตาอยู่หรือไปจากสหภาพยุโรป (อียู) ผ่านพ้นไปแล้วหลังวันที่ 23 มิ.ย.

กรณีดังกล่าวคาดว่าจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไปด้วย แม้ว่าเฟดจะต้องพยายามคุมไม่ให้แข็งค่ามากเกินไปจนกระทบต่อการฟื้นตัวของธุรกิจในประเทศก็ตาม แต่อย่างน้อยค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จะไม่ถูกพอจนเอื้อต่อการซื้อน้ำมันเหมือนที่ผ่านมา ยกเว้นเสียแต่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะผงาดขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ จนยากต่อการคาดเดาอนาคตของโลกหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69