
Political Will คสช. วาทกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืน?
สังคมไทยกำลังสับสนกับอนาคตการเมืองที่ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ไม่รู้ว่า คสช.จะนำพาประเทศไปสู่จุดใด
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
สังคมไทยกำลังสับสนกับอนาคตการเมืองที่ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ไม่รู้ว่า คสช.จะนำพาประเทศไปสู่จุดใด
ความสับสนที่เกิดขึ้นมีแรงกดดันจากการปักหมุด “ลงประชามติ” และโรดแมป “การเลือกตั้ง” ซึ่งเอาเข้าจริงเราแทบไม่รู้ความจริงเสียด้วยซ้ำว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการให้ประชามติผ่านตามที่ได้ประกาศไว้จริงหรือไม่?
เอาเป็นว่าหากลองเชื่อผู้นำรัฐบาลที่บอกว่าไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ และสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2560 แน่นอนว่า หากการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ คสช.วางไว้ ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีรัฐบาลหุ่นเชิดของกองทัพ ซึ่งเป็นไปได้สูงอีกเช่นกันที่จะมีนายกรัฐมนตรีมาจากทหาร หรือเด็กในคาถาของกองทัพ
ถึงเวลานั้นบรรยากาศและแรงกดดันทางการเมืองจะแปรเปลี่ยนไป เสียงคัดค้านและการไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่จะกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะจากฝ่ายที่ไม่เอา คสช. ถึงแม้จะได้ทำตามคำสัญญาก็ตาม
คำถามก็คือว่า หากการเมืองเดินไปสู่จุดนั้นจริง ประเทศจะเดินไปทางใด พรรคการเมืองจะแสดงบทบาทตัวแทนประชาชนอย่างไร ผู้แทนราษฎรจะรับใช้ใคร ระหว่างพลเมืองและผู้กุมอำนาจอยู่เหนือรัฐบาล หรือท้ายที่สุดนักการเมืองก็คือนักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จึงสามารถศิโรราบอยู่ภายใต้การชี้นำของกองทัพอย่างเชื่องๆ ฯลฯ
คำถามต่อมาก็คือ ภายใต้สมมติฐานนี้, จะขจัดความขัดแย้งทางการเมือง และคืนความสงบให้สังคมได้จริงหรือ
ในทางกลับกัน หากประชามติไม่ผ่าน หรือไม่มีการลงประชามติขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. 2559 จะด้วยเหตุผลใดก็สุดแท้แต่ คสช.ยังสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นได้ และยังเปิดทางให้รัฐบาลชุดหน้าทำหน้าที่ยกร่างกติกาการปกครองใหม่ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
ประเด็นก็คือว่า แนวทางไหนจะเป็นการปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง และสามารถวางรากฐานการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
ทางสองแพร่งนี้ขึ้นอยู่กับ Political Will ของ คสช.ว่ามีความมุ่งหมายการขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางไหน
หาก คสช.มีเจตจำนงจะสร้างการเมืองแบบมีส่วนร่วม โดยถอดบทเรียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “ปลดล็อก” ความขัดแย้ง และส่งต่อการเมืองให้ประชาชนกำหนดอนาคตตัวเอง สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปอีกด้าน กลุ่มไม่เอารัฐประหาร กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ อาจจะยอมลดทิฐิ, คล้อยตาม และยินดีเข้าร่วมกระบวนการออกแบบกติการอบใหม่ โดยที่ทุกฝ่ายสามารถประนีประนอมกันได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี ช่วงเปลี่ยนผ่านเกมแห่งอำนาจที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีตัวแปรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงไม่ว่าเลือกทางไหน ความเป็นไปได้ที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังมี ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ภาวะเศรษฐกิจที่โซซัดโซเซจนหัวทิ่มก็อาจเป็นปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
โมเดลประชารัฐที่ขยันประโคมเพื่อสร้างความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาจเป็นแค่ภาพลวงตา หากวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วงกว่าที่คิด คนที่จะกระโดดหนีและตีโพยตีพายกลุ่มแรกๆ ก็คือนักธุรกิจที่เข้าไปกอดคอร่วมโหมนโยบายประชารัฐนั่นเอง ซึ่งจะสร้างแรงเหวี่ยงทางการเมืองรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ในสถานการณ์ที่สับสนและไม่มีความแน่นอนสูง เราจึงแทบสิ้นหวังต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือแม้กระทั่งภาพฝันไทยแลนด์ 4.0 อาจเป็นแค่วาทกรรมเลื่อนลอย...จับต้องอะไรไม่ได้
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกว่า นับตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งกำเนิดแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จนถึงขณะนี้เป็นเวลาร่วม 20 ปี กลับถูกแทนที่ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะหยิบยกแนวนโยบายนี้มาพูดถึงอีกครั้ง แต่เมื่อพิจารณาลงไปในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับจะลงประชามติ...กลับมองไม่เห็นความหวังนั้น
“กติกาด้านสิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญกลับลดทอนประเด็นดังกล่าวลง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการพัฒนาและสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ไม่มีการพูดถึง จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความก้าวหน้า
“ประเทศไทยต้องการมีรัฐที่เข้มแข็งเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ และอีกกว่า 240 ตัวชี้วัด ซึ่งได้ไปผูกพันในเวทีระหว่างประเทศ แต่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มว่าจะได้รัฐที่ไม่เข้มแข็ง และยังพบเนื้อหาที่ลดทอนกลไกรัฐสภาและลดทอนบทบาทของภาคประชาชนที่จะไปถ่วงดุลกระแสโลกาภิวัตน์อีกด้วย
“ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญถาวรที่เป็นฉบับชั่วคราว คือแม้ว่าจะผ่านประชามติ แต่เนื้อหากลับไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และใช้การไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องมีการปรับแก้กันใหม่”
ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ใช่นักการเมืองก็ตาม ในฐานะฝ่ายบริหาร เจตจำนงทางการเมืองจึงต้องแจ่มชัด นิ้วที่ชี้ไปข้างหน้าต้องมองเห็นความหวัง และสามารถสร้างอนาคตที่ดีแก่พลเมืองร่วมชาติ







