
คำพิพากษานักการเมือง คิดจะเข้ามาพึงระวัง
อีกหนึ่งคดีใหญ่ที่นักการเมืองถูกสั่งจำคุกจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 71 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย และวิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย ในคดีฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ มูลค่า 367 ล้านบาท ระหว่างปี 2544-2545 ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องตระหนักให้ดีในการทำหน้าที่
อีกหนึ่งคดีใหญ่ที่นักการเมืองถูกสั่งจำคุกจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 71 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย และวิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย ในคดีฮั้วประมูลปุ๋ยอินทรีย์ มูลค่า 367 ล้านบาท ระหว่างปี 2544-2545 ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องตระหนักให้ดีในการทำหน้าที่
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การดำเนินคดีต่อนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง เป็นเรื่องคดีค้างเก่าที่เพิ่งเห็นผลในขณะนี้ เพราะวงรอบกระบวนการยุติธรรมประเทศไทยล่าช้า เช่นเดียวกับคดีนี้ซึ่งเวลาล่วงเลยร่วม 10 ปี จึงจะถูกตัดสินแต่สุดท้ายมันก็จบ ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มปรับตัว ศาลเองจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำเข้าสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง ประเทศไทยมีกระบวนการยุติธรรมจะล่าช้า โดยเฉพาะขั้นตอนที่จะนำตัวคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงคิดว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่เริ่มเปลี่ยน เพราะถ้าลงโทษจำคุกจริงๆ บ้างจะเกิดความกลัว ส่งผลให้เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่จะลดลงไปเยอะ จากผลคำพิพากษา
“ผลการตัดสินคดีต่างๆ ขณะนี้ สะท้อนถึงการทำงานที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง เกิดความกลัว จะเห็นในระยะหลังศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มักจะลงโทษโดยไม่มีการรอการลงโทษ คือจะจำคุกเลย แม้แต่เรื่องหมิ่นประมาทบางคดีศาลก็จำคุกเลย โดยไม่รอ เพราะฉะนั้นแนวโน้มคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง จะถูกลงโทษเลยมีสูง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”
ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีการตัดสินคดีลักษณะนี้ ทำให้ฝ่ายบริหารหรือนักการเมืองต้องพึงระมัดระวังการปฏิบัติหน้าที่ หากส่อไปในทางทุจริตก็ไม่สามารถรอดพ้นได้ และหวังว่าในอนาคตจะเป็นยุคใหม่ของประเทศไทย ที่กระบวนการยุติธรรมจะสามารถมาเป็นองค์กรที่ทำให้เกิดความเห็นได้ชัดเจน จะไม่ปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชั่นได้โดยง่าย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งดี โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพยายามชูนโยบายต่อต้านทุจริตอย่างเต็มที่
“ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองอย่างเดียว แต่ทุกองคาพยพที่มันมีช่องทางจะแสวงหาผลประโยชน์ในทางทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่านักการเมือง หรือข้าราชการประจำ ก็ควรพึงระมัดระวังว่าการกระทำใดก็ตามที่มันเป็นการทุจริตไม่อาจรอดพ้นหรือหลุดรอดการที่จะถูกกระบวนการยุติธรรมเข้าไปดำเนินการเพื่อหาตัวลงโทษ”
ด้าน อุดมเดช รัตนเสถียร สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นอุทาหรณ์ให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้าไปทำงาน ที่จะต้องดูกฎ กติกา ระบบระเบียบ ข้อบังคับการบริหารให้มากขึ้น ระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะบังคับใช้ ขณะเดียวกันต้องดูอำนาจหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ตรงนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงและยึดถือเรื่องสุจริตเป็นที่ตั้ง ยึดเอาประโยชน์บ้านเมือง จะทำนโยบาย หรือโครงการอะไรก็ต้องยึดประโยชน์ของประชาชนสูงสุด







