
กัมมแถโย
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
แม้ปุถุชนคนธรรมดาจะไม่มีญาณหยั่งทราบความนึกคิดของคนอื่น แต่เราสามารถค้นหาได้ว่า คนอื่นมีเจตนาอย่างไร โดยดูจากการกระทำของเขา อันเป็นหลักทางกฎหมายที่ใช้ในการวินิจฉัยคดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
วาทกรรมและการดำเนินการที่สาวกของไชยบูลย์แสดงออกเพื่อยื้อคดีรับของโจร-ฟอกเงิน ไม่ยอมเข้าไปพบดีเอสไอในฐานะพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุความเจ็บป่วยนั้น กำลังเป็นเหมือนงูที่ขว้างออกไปไม่พ้นตัว งูมันกำลังรัดคอตัวเอง
วาทกรรมของเหล่าสาวกไม่ว่าจะหัวโล้นหรือหัวดำ เป็นไปเพื่อปลุกระดมสาวกของตนเอง และเพื่อให้สังคมเกิดความสับสน โดยมุ่งไปในทิศทางที่ทำให้เข้าใจว่า ไชยบูลย์ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นความเท็จ
การนำเครื่องกีดขวางมากั้นประตูเข้าวัด และให้เหล่าสาวกออกมาให้ข่าว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกศิษย์หัวดำที่อ้างว่าทนไม่ได้ที่ไชยบูลย์ถูกรังแก จึงต้องออกมาปกป้อง หรือจะเป็นพระในลัทธิจานบินเองก็ตาม อย่ามาอ้างเลยว่าไชยบูลย์ไม่รู้เรื่อง ลูกศิษย์ที่ดีย่อมทำตามแนวทางของอาจารย์ หากอาจารย์ไม่ต้องการยื้อเวลา ถ้าศิษย์คนไหนยังกล้าดำเนินการเพื่อยื้อเวลา ศิษย์คนนั้นก็เป็นศิษย์นอกคอก ไม่เชื่อเจ้าลัทธิจะตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าลัทธิจานบินจะไม่รู้ไม่เห็นการดำเนินการของกลุ่มลูกศิษย์ และน่าจะเป็นผู้สั่งการด้วยตนเอง หรือไม่ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของสาวกที่เสนอแนวทางให้พิจารณา
การอ้างว่าเจ้าลัทธิป่วยจนไม่สามารถไปพบดีเอสไอได้ และกล่าวหาว่าดีเอสไอรังแกพระทำไมไม่เชื่อว่าป่วย ประเด็นนี้ดีเอสไอไม่เคยบอกว่าไม่ป่วย แต่ไม่เชื่อว่าป่วยจนถึงขนาดไปพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ ประเด็นนี้ศาลท่านได้วินิจฉัยแล้ว เห็นว่าไชยบูลย์ไม่ได้ป่วยหนักจนถึงขั้นไปพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ และดีเอสไอยังให้อภิสิทธิ์ในฐานะเป็นเจ้าลัทธิจานบินผู้ยิ่งใหญ่ว่า ถ้ามาพบจะให้ประกันตัว เป็นการให้โอกาสที่จะกลับไปกล่อมสาวกอย่างไรก็ได้ แต่เจ้าลัทธิไม่เลือกโอกาสที่ดีเอสไอหยิบยื่นให้ กลับเลือกที่จะต่อต้านอำนาจพนักงานสอบสวน เลือกที่จะแสดงความยิ่งใหญ่ของลัทธิจานบินที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับรัฐบาลเลือกตั้ง
วาทกรรมที่ลูกศิษย์แถลงเป็นเชิงตั้งคำถามว่า ดีเอสไอเข้าวัดพระธรรมกายไม่ได้หรือ นั่นเห็นได้ชัดว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นการปลุกเร้าให้เหล่าสาวกผู้มืดบอดเข้าใจว่าพนักงานสอบสวนมีอคติกับเจ้าลัทธิ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วพนักงานสอบสวนเคยเข้าไปสอบไชยบูลย์ในวัดมาแล้ว ในขั้นตอนที่เรียกมาเป็นพยาน ครั้งนั้นเจ้าลัทธิก็ใช้วิธีเดียวกัน อ้างความเจ็บป่วย จนพนักงานสอบสวนต้องเข้าไปสอบปากคำในฐานะพยานที่วัด ซึ่งเจ้าลัทธิก็ไม่ทำให้เหล่าสาวกผิดหวัง จัดสถานที่ให้ดีเอสไอเป็นเสมือนสาวกที่เข้าเฝ้าเจ้าลัทธิ
แต่วันนี้ สถานะของไชยบูลย์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เป็นพยาน แต่เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ต้องหา ที่มีพยานหลักฐานในเบื้องต้นชี้ว่ากระทำความผิดฐานรับของโจรและฟอกเงินร่วมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่สร้างความเสียหายกับประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมากเกือบทั้งประเทศ
การสร้างวาทกรรมของสาวกจานบินในประเด็นความเจ็บป่วย ในที่สุดก็แสดงธาตุแท้ออกมา โดยในระยะแรกเรียกร้องให้ส่งแพทย์คนกลางเข้าไปตรวจว่าป่วยขาเน่าจริงหรือเปล่า เมื่อแพทยสภาขานรับมีการจัดเตรียมทีมแพทย์เพื่อเข้าไปตรวจอาการ แต่ในวันนี้เจ้าลัทธิก็แถอีก ขอเลื่อนไม่มีกำหนด
แปลว่า ไม่ยอมให้แพทย์จากแพทยสภาเข้าไปตรวจ
สาวกอ้างว่า เพราะดีเอสไอบอกว่าผลการตรวจไม่เกี่ยวกับรูปคดี จึงไม่จำเป็นต้องตรวจและขอเลื่อนไม่มีกำหนด โดยจะไม่มีการแถลงข่าวอีกต่อไป
เจ้าลัทธิน่าจะรู้ดีว่า หากให้แพทย์คนกลางเข้าไปตรวจ ก็จะพบความจริงว่าไม่ได้ป่วยหนักจนไปพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ กลัวแพทย์ที่ไม่ใช่สาวกจะรู้ความจริงว่าขาไม่ได้ดำ ไม่ได้เน่า การแสดงออกของเจ้าลัทธิโดยผ่านสาวกผู้มืดบอดนี้ เข้ากับภาษิตกฎหมายข้างต้น คือ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา
ดีเอสไอไม่เคยบอกเลยว่า ความเจ็บป่วยเกี่ยวกับการทำผิด แต่เป็นประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไม่ไปมอบตัวในฐานะผู้ต้องหา วิญญูชนทั่วไปที่ไม่มืดบอดย่อมแยกแยะได้ว่าความเจ็บป่วยที่อ้าง ไม่เกี่ยวกับการทำผิด ทนายของเจ้าลัทธิก็คงทราบดีตั้งแต่แรก แต่ก็ยังแถไปอย่างหน้าด้านๆ
ยิ่งอ้างว่า หากให้เจ้าลัทธิออกไปพบพนักงานสอบสวน จะทำให้อาการป่วยทรุดหนัก เหมือนปี 2542 ที่กลับมาป่วยอีก 3 เดือน ถ้อยแถลงอย่างนี้ ขอเรียกว่า มั่วสุดๆ เพราะเป็นการอ้างข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แม้ว่าจะป่วยจริง สาเหตุมาจากการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนหรือไม่ มีโรคอะไรบ้างที่แพ้การเดินทางออกนอกวัด รถพยาบาลสมัยนี้ ไม่ต่างจากห้องไอซียูของโรงพยาบาลดีๆ ระดับเจ้าลัทธิจานบินจะใช้บริการรถหรูระดับไหนก็ได้ ข้ออ้างอย่างนี้จึงเป็นการแถไปวันๆ
สำหรับคำถามที่โฆษกลูกศิษย์เจ้าลัทธิ ถามว่า ถ้าไชยบูลย์ไปพบพนักงานสอบสวนแล้วเป็นอะไรไป ใครจะรับผิดชอบ
คำตอบนี้ง่ายมากและตรงไปตรงมา คือ กฎแห่งกรรมจะรับผิดชอบ
หลายคนกังวลว่า ธรรมกายมีสาวกเยอะ เกรงเจ้าหน้าที่จะไม่กล้าดำเนินการตามกฎหมาย ที่จริงแล้วความกังวลอย่างนี้ ถึงกังวลได้แต่ก็ใช้เป็นเหตุผลที่จะหยุดกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ และกรณีของลัทธิจานบินไม่ใช่กรณีแรกที่มีสาวกจำนวนมาก ถ้ายังจำกันได้ สมัยยันตระ มีคนศรัทธารอใส่บาตรมืดฟ้ามัวดิน ถึงขนาดยันตระต้องรับบาตรตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงก็เคยมีมาแล้ว เมื่อความจริงปรากฏ สาวกที่ยังไม่มืดบอด เขาเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงได้
คนที่ไม่ยอมไม่ใช่สาวกหรอกครับ แต่เป็นตัวเจ้าลัทธินั่นแหละที่ยอมรับความจริงไม่ได้
ความกังวลในเรื่องนี้ทำให้นึกถึงในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อัครสาวกทั้งสอง เคยเป็นลูกศิษย์สัญชัยปริพาชก แต่เมื่อเรียนจบจนอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอน จึงรู้ว่า ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ ภายหลังพบพระพุทธเจ้า เกิดดวงตาเห็นธรรม จึงได้มาชักชวนสัญชัยให้ไปเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า แต่สัญชัยถือตัวว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ ไม่ยอมไป เมื่อท่านทั้งสองยกเหตุผลอธิบาย สัญชัยได้ถามว่า ในโลกนี้ คนโง่และคนฉลาด คนประเภทไหนมีมากกว่ากัน พระอัครสาวกตอบว่า คนโง่มีมากกว่า สัญชัยจึงตัดบทว่า ให้ผู้ฉลาดไปเข้าสู่สำนักพระพุทธเจ้า ส่วนสัญชัยจะหากินกับคนโง่ๆ!!!
ขอฝากถึงสาวกเจ้าลัทธิจานบินทั้งหลายว่า ถ้าเจ้าลัทธิไม่ได้ทำผิดกฎหมาย จะกลัวอะไรกับการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง
ดีกว่าหาเรื่องแถไปวันๆ







