
เศรษฐกิจการท่องเที่ยว CLMV และประเทศไทย
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
ถ้าเราพิจารณาดูสถิติตัวเลขอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในกลุ่มประเทศ CLMV และประเทศไทยในช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ในทุกประเทศต่างมีอัตราตัวเลขการเติบโตเป็นที่น่ายินดี แถมด้วยภาคการท่องเที่ยวและบริการนี้ยังจะช่วยยกความสำคัญให้เป็นเสาหลักที่มีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเสมอมา รวมไปถึงในอนาคตจากนี้ไปทั้งในทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสนับสนุนตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของแต่ละประเทศให้สูงขึ้น
จากตัวเลขการคาดการณ์ของ World Travel and Tourism Council ประมาณการในอีก 8 ปีข้างหน้า เมียนมา เป็นอันดับหนึ่งที่น่าจะมีอัตราการเติบโตของตัวเลขที่จะช่วยสนับสนุน GDP ของประเทศถึง 8.4% รองลงมา คือ ไทย 6.7% เวียดนาม 6.6% กัมพูชา 6.3% ส่วนลาวนั้นมีอัตราประมาณการที่ 5.5% ในแต่ละปี นอกจากนี้แล้วอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างประเทศได้ อาทิ ผู้บริหารโรงแรมระดับกลางและสูงของไทยอาจจะถูกว่าจ้างเข้าไปปฏิบัติงานในกลุ่มประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชาได้ เพราะประเทศไทยของเรานั้นมีความพร้อมของบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์จำนวนมากพอ อีกทั้งอัตราค่าตอบแทนการว่าจ้างยังไม่สูงมากเหมือนผู้บริหารจากภูมิภาคอื่น
แต่อย่างไรก็ดีอาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับประเทศเวียดนามที่ดูเหมือนจะยากแล้ว เพราะปัจจุบันแรงงานฝีมือและฝ่ายบริหารในธุรกิจภาคบริการโดยเฉพาะโรงแรมระดับสี่ ห้าดาวค่อนข้างจะมีความพร้อมมากขึ้น อีกทั้งความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝนและการเรียนรู้ด้วยตนเองของภาคประชาชนคู่ขนานไปกับความมีวินัยของชาวเวียดนามในการทำงาน รวมไปถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้แรงงานภาคบริการของประเทศสามารถพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อทำให้ประเทศสามารถลดสัดส่วนการจ้างผู้บริหารต่างชาติในภาคท่องเที่ยวและบริการทั้งในระดับล่าง กลาง สูง ให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเอง
ธุรกิจการท่องเที่ยวยังจะเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดให้ทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศในด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ อาทิ การสร้างโรงแรมที่พัก การสร้างสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเหล่านี้ที่ใช้จ่ายตรงไปยังผู้ผลิต ผู้ขายระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว เช่น ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร สถานบริการ สถานที่พัก สินค้าจากภาคเกษตรกรรมทั้งอุปโภคและบริโภค เป็นต้น
อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นภาครัฐให้มีนโยบายการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว คมนาคม การสื่อสาร รวมไปถึงด้านการศึกษาเรียนรู้ของประชาชนเจ้าของประเทศ ให้มีความเข้าใจในธุรกิจนี้ เอื้ออำนวยความรวดเร็วและสะดวกสบายในการเดินทาง สื่อสารแก่นักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อาทิ การสร้างรถไฟฟ้าทั้งแบบลอยฟ้าและใต้ดิน การสร้างและขยายสนามบิน การสร้างเส้นทางพิเศษเชื่อมต่อระหว่างเมือง เป็นต้น
ถ้าเรามาพิจารณาตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น (ปี 2014-2015) หากเปรียบเทียบกันจะเห็นว่า ในปี 2015 มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงถึง 20.44% ทีเดียว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากเอเชียเป็นกระแสหลักเดินทางเข้าไทยทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 73.40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนสูงกว่า 29 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMV รวมเข้ามาด้วยถึงกว่า 2.7 ล้านคนในปี.2015 สูงขึ้นกว่าในปี 2014 ที่มีจำนวนเพียง 2.3 ล้านคนเศษ
หากจะคำนวณอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ CLMV เดินทางเข้ามาทำธุรกิจ ท่องเที่ยวและพักผ่อน จะเห็นตัวเลขอัตราการเติบโตถึง 15.22% ของนักท่องเที่ยวจากประเทศเวียดนาม ลาว และเมียนมา เข้าไทย ตามลำดับ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศกัมพูชานั้นมีจำนวนลดลงไปกว่า 6 หมื่นคนเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 11.42%
สำหรับสถิติจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวจากนานาชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ระหว่างปี 2014-2015 นั้น แยกเป็นประเทศต่างๆ ได้ดังนี้ครับ
- กัมพูชา จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2014 เท่ากับ 4,502,775 คน ปี 2015 เท่ากับ 4,775,231 คน เติบโต 6%
- ลาว จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2014 เท่ากับ 4,158,719 คน ปี 2015 เท่ากับ 4,684,429 คน เติบโต 12%
- เมียนมา จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2014 เท่ากับ 3,081,412 คน ปี 2015 เท่ากับ 4,681,020 คน เติบโต 52%
- เวียดนาม จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2014 เท่ากับ 7,874,312 คน ปี 2015 เท่ากับ 7,943,651 คน เติบโต 0.88%
- ไทย จำนวนนักท่องเที่ยว ปี 2014 เท่ากับ 24,809,683 คน ปี 2015 เท่ากับ 29,881,091 คน เติบโต 20.44%
ตลาดที่มาของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยเราและกลุ่มประเทศ CLMV นี้ ส่วนใหญ่มีความเหมือนกันครับ คือ นักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่นเป็นหลัก ในขณะที่ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียรองลงมา แต่สำหรับไทยเรานั้นมีข้อได้เปรียบเพราะเรามีเพื่อนบ้าน 2 ประเทศเพิ่มเติม คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่นิยมเข้ามาเที่ยวแบบข้ามพรมแดนกว่า 4 ล้านคน/ปี แต่หากจะพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวกันเองในกลุ่มประเทศไทย และ CLMV จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งที่เดินทางผ่านและพักค้างคืนนั้น อันดับหนึ่งก็ไม่ใช่ใครหรอกครับ พี่น้องชาวไทยของเราเอง เวียดนาม ลาว เมียนมา กัมพูชา ตามลำดับ
จากตัวเลขการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากเกือบทั่วทุกมุมโลกในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาในกลุ่มประเทศ CLMV รวมทั้งประเทศไทย ผมมีความเชื่อมั่นว่า อัตราการเติบโตนี้จะขยายตัวต่อไปอีก แถมยังจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมียนมา ลาว กัมพูชา ที่เพิ่งจะอยู่ในจุดเริ่มต้น แต่สำหรับเวียดนามนั้นมาได้ไกลพอสมควรแล้ว จะสังเกตได้จากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ทั้งในนครโฮจิมินห์ ฮานอย ฮาลองเบย์ เกาะฟูก๊วก หรือในบริเวณภาคกลางของประเทศ เช่น เมืองเว้ ดานัง เป็นต้น
ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวภาครัฐของเราควรจะต้องถือโอกาสนี้สร้างบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์โอกาสทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทั้งในแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้มากที่สุดครับ ในปัจจุบันประเทศไทยเราได้เปรียบพวกเขาเกือบทุกด้านในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะในด้านทำเลที่ตั้งของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง การคมนาคมและการสื่อสาร เป็นต้น
อย่าปล่อยโอกาสทองของประเทศไทยในการที่จะเป็นประเทศศูนย์กลางเดินทาง การสร้างสรรค์ และพัฒนาทั้งแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยง 5 ประเทศนี้เข้าด้วยกันโดยมีประเทศเราเป็นศูนย์กลางเพื่อรองรับนักเดินทางและท่องเที่ยวจากทุกทวีปรวมไปถึงนักท่องเที่ยว นักธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ด้วยกันเองด้วยที่จะใช้ประเทศไทยเป็นหลักในการคมนาคม สันทนาการ ธุรกิจสัมพันธ์ หรือพ่วงรายการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม
ผมเห็นว่าการท่องเที่ยวบ้านเรานั้นได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจบ้านเรามาหลายปีต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเราใช้โอกาสนี้สร้างประเทศไทยให้เป็นฐานการท่องเที่ยวของประเทศกลุ่ม CLMV ได้ ผมเชื่อมั่นครับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพจากนานาประเทศพ่วงด้วยรายได้จากการท่องเที่ยวจะเข้าประเทศไทยเรามากขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญจะช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณจากจีนเป็นกระแสหลักเฉกเช่นในปัจจุบันด้วยครับ







