
นับถอยหลัง 'เบร็กซิต' ฉุดโลกเสี่ยงซ้ำเลห์แมน บราเธอร์ส
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เหลืออีกเพียงแค่ 10 วัน ก็จะถึงวันชี้ชะตาประเทศอังกฤษ ว่าจะลงประชามติตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” (Brexit) หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ซึ่งยิ่งใกล้งวดมากเท่าใด ก็ยิ่งเห็นปฏิกิริยาความผันผวนต่อเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
เพราะจากเดิมที่เคยเชื่อกันว่าอังกฤษไม่มีทางออกจากอียู และโพลสำรวจความเห็นกลุ่มตัวอย่างชาวอังกฤษของทุกสำนักก็ให้ผลในทิศทางนี้มาตลอดจนถึงเดือน พ.ค. เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจในเดือน มิ.ย. โดยเฉพาะยิ่งใกล้ถึงวันชี้ชะตา เมื่อโพลของหลายสำนักต่างออกมาในทิศทางเชือดเฉือนกันถึง 50/50 และบางสำนักยังพบว่ากลุ่มที่โหวตออกมีคะแนนนำไปเรียบร้อยแล้ว
ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงทันทีถึง 1.2% เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่โพลของหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนท์ รายงานว่า ฝ่ายที่สนับสนุนให้ออกจากอียูมีคะแนนแซงหน้าไปมากถึง 55% ต่อ 45% ขณะที่โพลของยูกอฟ ในซันเดย์ ไทม์ส ก็ออกมาในทำนองเดียวกัน ว่าฝ่ายสนับสนุนให้ออกมีคะแนนนำมากกว่าฝ่ายที่สนับสนุนให้อยู่ 44% ต่อ 43%
การลงประชามติเบร็กซิตในเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องทางการค้าและการลงทุนมหาศาลในหลายประเทศ จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของครึ่งปี 2016 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย และทำให้หลายฝ่ายต้องถกเถียงกันอย่างจริงจังมากขึ้นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 23 มิ.ย.นี้
หากชาวอังกฤษตัดสินใจโหวตออกจากอียู ไม่ว่าจะเพราะต้องการเซฟเงินค่าสมาชิกและเงินเบี้ยบ้ายรายทางที่รั่วไหลออกจากประเทศถึง 350 ล้านปอนด์/สัปดาห์ จากข้อมูลของกลุ่มรณรงค์โหวตออก หรือต้องการควบคุมผู้อพยพ และมีอิสระในการตัดสินใจเชิงนโยบายเองมากขึ้น เรื่องนี้จะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทั่วโลกตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในทางตรงนั้น เบร็กซิตจะส่งผลกระทบทันทีต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้ตลาดเงินตลาดทุนโลกเผชิญความปั่นป่วนที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์วาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเธอร์ ล่มสลายในปี 2008 และในทางอ้อมจากผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจในกลุ่มอียู ที่จะกระทบไปยังการค้าทั่วโลกตามมาในภายหลังด้วย และแน่นอนว่าจะเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตามมาอีกด้วย
รอยเตอร์สได้ประมวลความเห็นของบรรดานักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ว่า การออกจากอียูถือเป็นความเสี่ยงที่เป็นระบบต่อตลาดทุนโลก โดยเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เนื่องจากลอนดอนถือเป็นศูนย์กลางการเงินโลกควบคู่ไปกับวอลสตรีท และอังกฤษยังเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 5 ของโลก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างเช่นนี้ จึงยากต่อการคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรป รวมถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆ ทั่วโลกตามมา
สิ่งที่ทุกฝ่ายจับตามองเป็นพิเศษ คือ หากถอนตัวออกไปแล้ว อังกฤษจะยังคงสามารถอยู่ในตลาดร่วมยุโรปเพื่อคงสิทธิพิเศษบางประการในเชิงเศรษฐกิจและการค้าได้ต่อไปอีกหรือไม่
ที่ผ่านมา มีบางประเทศที่สามารถเลือกทางเดินเช่นนี้ได้คือ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่รับเอาค่าเงินและนโยบายการเงินร่วมมาใช้ และยังไม่ได้อยู่แม้แต่ในกลุ่ม 28 ประเทศสมาชิกอียู แต่กลับยังคงมีความร่วมมือทางการค้ากับอียูอย่างเหนียวแน่น ทั้งการเป็นสมาชิกของกลุ่มข้อตกลงเขตการค้าเสรียุโรป (EFTA) และการร่วมอยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ซึ่งทำให้ฝ่ายโหวตออกเชื่อว่าอังกฤษจะสามารถเจรจาความสัมพันธ์ใหม่กับอียูหลังจากนี้ได้ โดยจะสามารถเจรจาเพื่อคงประโยชน์บางส่วนจากตลาดร่วมยุโรป
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของอังกฤษนั้นอาจไม่สามารถเทียบกับ 2 ประเทศดังกล่าวได้ เนื่องจากอังกฤษมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า และมีอิทธิพลต่ออียูมากกว่าในเกือบทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงการเมืองและการทหาร ต่างจากนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันทางการค้าเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งอังกฤษอาจไม่สามารถรับเงื่อนไขแบบนอร์เวย์ ที่รับเงื่อนไขต่างๆ ของอียู แต่ยอมที่จะไม่มีอิทธิพลในการตัดสินใจใดๆ ได้ แม้ว่าจะยังต้องจ่ายเงินสมทบให้อียูในจำนวนมากอยู่ก็ตาม
โวล์ฟกัง ชอยเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเขตเศรษฐกิจอันดับ 1 ในอียูนั้น ประกาศชัดเจนว่าอังกฤษจะไม่สามารถเจรจาใดๆ เพื่อรับสิทธิพิเศษจากการเป็นตลาดร่วมยุโรปที่ให้มีการเคลื่อนไหวของสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงานอย่างเสรีได้ หากไม่ยอมเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียูเต็มตัว
แคเทอรีน มานน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) มองว่า ความเสี่ยงของการออกจากอียู ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและคาดเดาผลลัพธ์หลังจากนี้ได้ยากนั้น ถือว่ามีความรุนแรงมากพอๆ กับภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างรุนแรง หรือฮาร์ดแลนดิ้งเลยทีเดียว เพราะอาจเกิดผลกระทบข้างเคียงไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากแค่อังกฤษและยุโรปด้วย
ขณะที่ จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลัง เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ของกระทรวงการคลังอังกฤษว่า การออกจากอียูอาจส่งผลให้อังกฤษตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนานถึง 2 ปี และทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 3.6% จากที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน เนื่องจากอังกฤษอาจจะเผชิญภาวะช็อกทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบอย่างหนักและทันที รวมทั้งกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นการเจรจาใหม่ นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราคาบ้านที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 18% หลังจากที่ออกจากอียูได้ 2 ปี
นอกจากผลพวงดังกล่าวแล้ว ในอีกด้านหนึ่งนั้นเบร็กซิตจะส่งผลต่อนโยบายการเงินโลก ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อค่าเงิน ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย และภาวะเศรษฐกิจในอีกหลายประเทศตามมาอีกด้วย
ที่ผ่านมานั้น ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐทั้งในแง่การจ้างงานและการบริโภคถือว่าปรับตัวดีขึ้นจนพร้อมรับต่อการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ก็ยังยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าความเสี่ยงเบร็กซิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องรอท่าออกไปเป็นเดือน ก.ค.
หากมีการโหวตออก เรื่องนี้จะกระทบต่อตลาดการเงินโลกและสร้างความปั่นป่วนต่อการค้าครั้งใหญ่ ค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลงหนัก กดดันให้ค่าเงินอื่นๆ ในตะกร้าสกุลเงินหลักแข็งค่าขึ้นมาแทน ทั้งฟรังก์สวิส โครนเดนมาร์ก และเยน จนอาจส่งผลให้มีการพิจารณาใช้นโยบายการเงินอื่นๆ ตามมาได้
ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าบรรดาธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายออกไปนานกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ และมีความเป็นไปได้ของการผ่อนคลายเพิ่มเติมในบางประเทศ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดทุนโลก
เดิมพันที่เกี่ยวเนื่องไปยังเศรษฐกิจการค้าโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างไม่กะพริบก่อนชี้ชะตาวันที่ 23 มิ.ย.นี้







