
เพิ่มค่าเช่าที่ราชพัสดุ เป้ารายได้1.2หมื่นล.
ธนารักษ์รื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ นำร่อง ทอท.สัญญาหมดสิ้นปี บริษัทใหญ่โดนถ้วนหน้า ปตท. ศูนย์สิริกิติ์
ธนารักษ์รื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ นำร่อง ทอท.สัญญาหมดสิ้นปี บริษัทใหญ่โดนถ้วนหน้า ปตท. ศูนย์สิริกิติ์
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้ตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในเชิงรุก เพิ่มเป็น 1.21 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2563 จากในปีงบประมาณ 2559 คาดว่าจะจัดเก็บรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท โดยจะมีการปรับสัญญาค่าเช่าเชิงพาณิชย์ใหม่ และจะเรียกบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หารือเพื่อปรับสัญญาค่าเช่า หลังจากจะหมดสัญญาสิ้นปีนี้ โดยจะนำราคาที่ดินที่ประเมินใหม่ล่าสุด และราคาตลาดมาเปรียบเทียบ เบื้องต้นจะใช้แนวทางการจัดเก็บบนฐานคำนวณรายได้ของผู้เช่าที่ราชพัสดุอยู่ที่ 5% ของรายได้ทั้งหมด แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ 40 ล้านบาทขึ้นไป อาจจะต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสัญญาของผู้เช่าที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ 7 ราย ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ท่าอากาศยานไทย 1,559 ล้านบาท บริษัท ปตท. 561 ล้านบาท บริษัท ไทยออยล์ 200 ล้านบาท บริษัท กสท โทรคมนาคม 169 ล้านบาท บริษัท เจ้าพระยาท่าเรือสากล 126 ล้านบาท บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ 122 ล้านบาท และบริษัท ไปรษณีย์ไทย 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะแก้ไขที่ราชพัสดุที่มีปัญหา เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด และการเจรจากับบริษัท บางกอกเทอร์มินอล (บีเคที) เกี่ยวกับค่าชดเชย และระยะเวลาการบริหารโครงการพื้นที่หมอชิต และอยู่ระหว่างเสนอกระทรวงการคลังเพื่อลงนามกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อผลักดันการลงทุนภายใน 2 ปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน 2.5-3 แสนล้านบาท รวมถึงการผลักดันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะสร้างรายได้ปีละ 50 ล้านบาท รวมทั้งมีการตรวจสอบพื้นที่ราชพัสดุที่มีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย







