
ปฏิรูปไปสร้างจุดเปล่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม
เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี นโยบายแรกและนโยบายหลักที่ คสช.ประกาศต่อสาธารณชน คือ การปฏิรูปประเทศ คสช.ยืนยันว่าจะเป็นการใช้เวลาเพียงไม่นาน จากนั้นในปี 2560 จะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน
เวลาผ่านไป มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง ซึ่งเสียงตำหนิที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการที่มองว่าการปฏิรูปประเทศภายใต้กลไกที่ คสช.ออกแบบยังมีผลงานไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก โดย “ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เวลาโพสต์ทูเดย์เข้าไปสนทนาปัญหาบ้านเมืองก็มองเห็นถึงประเด็นนี้เช่นกัน
ศ.ศรีราชา เข้าประเด็นทันทีว่า ถ้าจะให้บอกว่าปัญหาของประเทศทุกวันนี้เกิดมาจากอะไร ส่วนตัวคิดว่ามาจากระบบการศึกษาของประเทศที่มีปัญหา ในที่นี้หมายความว่ายังขาดการสอนให้นักเรียนมีกระบวนการความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งการตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์ การหาเหตุผล เพื่อหาผลลัพธ์ในท้ายที่สุด แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นการสอนที่ให้ท่องจำเป็นหลัก ตรงนี้จึงเชื่อมโยงมาถึงปัญหาการเมืองของไทยด้วย เพราะทำให้ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร
“ประชาชนเรายังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และยังไม่พร้อมที่จะดูแลรักษาสิทธิหน้าที่บทบาทของตัวเอง กลไกของประชาธิปไตยคืออะไร ประชาชนอาจรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วมีการหาเสียงมาแจกเงินแจกของ มีการสัญญาต่างๆ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากอยู่หรอก แต่สุดท้ายตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความรู้ หรือความเหมาะสมในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร
...บางทีเราก็จำขี้ปากเขาต่อๆ มา แม้กระทั่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ผมก็ว่าจำนวนไม่น้อยนะที่ยังไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร และก็ไม่เข้าใจ แต่ก็พร่ำสอนกันไปว่าประชาธิปไตย คือ อำนาจ 3 อย่าง นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่กลไกในการเชื่อมโยงกันเพื่อให้ระบบหรือระเบียบในการปกครองที่จะอยู่ร่วมกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่
...สรุปตรงนี้ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าบทบาทตัวเองควรมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรปกป้อง อะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องมีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจตัวนี้ปั๊บ มันก็เลยมีความรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่”
ศ.ศรีราชา เห็นว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มที่การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ
“การแก้ไขตรงนี้ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยระบบการศึกษา ตำราทั้งหลายต้องเปลี่ยนให้ถูกด้วย อนาคตถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ผมว่ายังหวังยากนะ
...ผมว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นช่องทางหนึ่ง แต่ต้องชี้นำไปในทางที่ถูกด้วย เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตย คือ การยอมรับคนอื่น อยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ขัดแย้งกันโดยไม่มีเหตุผล มันคงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งนะที่ต้องสร้างทัศนคติที่ดี ความรู้ความเข้าใจก็ดี การศึกษา คือการสร้างคน ให้คนรู้จักและเข้าใจระบบการเมืองการปกครอง เข้าใจระบบสังคมที่เราอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัย เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข
...เราต้องสอนให้คนอยู่บนฐานของการคิดเป็นและสังเคราะห์เป็น เพราะการไม่สอนคนในลักษณะให้คิดวิเคราะห์มีผลต่อมุมมองประชาธิปไตย ซึ่งจะสอนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ก็ต่อเมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าครูไม่รู้เรื่องจะไปสอนเด็กได้อย่างไร
...ผมว่าเรื่องของครูเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องให้เขารู้จักวิธีการสอนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่เด็กจำเพื่อเอาไปสอบอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะกลายเป็นลักษณะจำเพื่อลืม พอไปสอบแล้วก็ลืม จากนั้นก็มาจำใหม่แล้วเอาไปสอบอีกในแต่ละภาคการศึกษา สุดท้ายได้อะไรบ้าง พอพ้นจากห้องสอบแล้วอาจจะลืมไม่มีอะไรเหลือแล้วก็ได้ใช่หรือไม่ อันนี้คือปัญหาของเรา
...ถ้าจะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 15-20 ปีมั้ง แก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องทำเป็นโมเดลให้เกิดความเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน”
ขณะเดียวกัน ศ.ศรีราชา ยังย้ำอีกว่า การปฏิรูปการศึกษา ถ้าจะทำให้เกิดความต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลที่เป็นรูปธรรม ย่อมต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลขาดความต่อเนื่องและขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เท่ากับว่าการปฏิรูปจะต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล
“การแก้ไขระบบการศึกษาต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อเข้ามากำหนดนโยบายให้ชัดเจน บ้านเราถ้าพูดกันตรงๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะระบบการเมือง การช่วงชิงอำนาจ และเรามีพรรคการเมืองเยอะ ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพยายามเขียนแนวนโยบายพื้นฐานเพื่อให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลต้องทำตามนี้เขาก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญและให้ความสนใจ เพราะเขาถือว่าไม่ใช่นโยบายของเขา เขาจึงเอานโยบายของเขาเป็นหลัก ส่วนนโยบายพื้นในรัฐธรรมนูญทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็แล้วไป ให้คนอื่นมาทำต่อ
...ที่ผ่านมานักการเมืองเดินผิดมาตลอด ก็ไม่ได้พูดว่า คสช.ดี คสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ คนตีกันจะตาย ประเทศจะเจ๊งแล้ว ก็ต้องเข้ามาหย่าศึกเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และจะได้อยู่ร่วมกันได้ เสร็จแล้วเขาก็จะออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็ต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยและมีกติกาชัดเจนเผื่อทิศทางในอนาคตจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะพอ คสช.ลุกไปแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เขาบอกว่าอันนี้ไม่เอา เพราะเป็นเรื่องของเผด็จการ ไม่ใช่ของพวกเราต้องโละทิ้งให้หมด แบบนี้ความต่อเนื่องก็ไม่มีแล้ว ก็กลับไปนับหนึ่งใหม่ ทุกคนอีโก้หมดว่าตัวเองเก่ง อาสาเข้ามาแต่ปรากฏว่าไม่ค่อยประมาณตัว
...ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน 84 ปีแล้ว ก็ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม นอกจากวนเวียนอยู่ที่เดิม และก็วันดีคืนดีทหารก็ลุกขึ้นมารัฐประหาร แก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าก็ยังมองเห็นอนาคตไม่ชัดของการเมืองไทยว่าจะไปอย่างไร”
การบอกว่าเห็นอนาคตไม่ชัด หมายถึงการเมืองยังไม่มีทางออก เพราะคนก็ยังจะทะเลาะกันเหมือนเดิมใช่หรือไม่? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ยากที่จะคาดเดานะ แต่ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ มันก็เป็นไปได้ที่ว่าความขัดข้องหมองใจยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ออกไปจากระบบสังคม”
การปรองดองในทางการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้? ศ.ศรีราชา มีมุมต่อคำถามนี้ว่า “ไม่มีทาง อันนี้ผมฟันธงเลย การปรองดองที่เป็นความตกลงในรูปของตัวหนังสือในกระดาษไม่มีทางเป็นไปได้ การปรองดองต้องเกิดจากพฤติกรรมที่รู้เห็นและเข้าใจร่วมกัน และทุกคนมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การปรองดองไม่ใช่เกิดมาจากการประชุมของคณะกรรมการที่อยู่ในกระดาษ ซึ่งเป็นความฝันของนักวิชาการบางคน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้”
แสดงว่า คสช.ออกไปแล้ว ปัญหาจะมาเหมือนเดิม? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ผมคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมนะ เพราะฐานมันไม่ได้เปลี่ยนนิ ความคิดคนก็ไม่เปลี่ยน ระบบการศึกษาก็ไม่เปลี่ยน ระบบอะไรก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น คสช.ลุกไปแล้วจะมีอะไรที่จะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจากเดิม ผมยังมองไม่เห็นจุดเปลี่ยนนะ เพราะจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การให้ความรู้กับคน ที่ทำให้คนสามารถคิดและวิเคราะห์เป็น และไม่หวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ทุกวันนี้ พูดกันตรงๆ ที่การซื้อเสียงมันได้ผลเพราะอะไร เพราะว่าเขาได้เงินแต่ไม่ได้คิดว่าการได้เงินวันนี้ ไอ้คนที่เอาเงินมาให้เขาจะต้องไปเรียกทุนคืนด้วยวิธีหนึ่งวิธีใด สังคมบ้านเราพูดก็พูดเถอะ สังคมบ้านเราเหนี่ยวนำให้คนต้องติดสินบนต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ ระบบนี้ยังหยุดไม่ได้นะ มันจะเป็นเหมือนล้อเกวียนหมุนไปแล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิม ผมว่าจะยังเป็นวงจรต่อไป” ศ.ศรีราชา อธิบาย







