โทรศัพท์ใส่ขวดถูกทิ้งสุวรรณภูมิที่แท้เป็นของแท็กซี่
สมุทปราการ-ตำรวจตามเจ้าของโทรศัพท์ใส่ขวดทิ้งสนามบินสุวรรณภูมิได้แล้วที่แท้เป็นของคนขับแท็กซี่ต้องการหลบเลี่ยงแอพพลิเคชั่นกลัวตกคิวรับผู้โดยสาร
สมุทปราการ-ตำรวจตามเจ้าของโทรศัพท์ใส่ขวดทิ้งสนามบินสุวรรณภูมิได้แล้วที่แท้เป็นของคนขับแท็กซี่ต้องการหลบเลี่ยงแอพพลิเคชั่นกลัวตกคิวรับผู้โดยสาร
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.59 ที่สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิส่วนหน้า พล.ต.ต. ธรรมนูญ ไตรทิพยพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่เกียวข้องร่วมกันสอบปากคำ นายสุธรรม จันทรเสนา อายุ 38 ปี และ นางสาว เสาวลักษณ์ อินนาง อายุ 38 ปี สองสามีภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของโทรศัพท์ปริศนา2เครื่องที่ถูกบรรจุใส่ขวดพลาสติกต่อพ่วงสายชาร์ทเข้ากับพาว์เวอร์แบงค์ นำมาวางทิ้งไว้ใต้โคนต้นไม้ ริมถนนหน้าโรงแรมโนโวเทล สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ผู้คนแตกตื่นคิดว่าเป็นระเบิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แกะรอยจากภาพวงจรปิด รถต้องสงสัย รวมถึงซิมการ์ดในโทรศัพท์ทั้งสองเครื่อง จนทราบว่าผู้ครอบครองโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องนี้เป็นของสองสามีภรรยาคู่นี้ เจ้าหน้าที่จึงตามไปเชิญตัวที่บ้านพักทั้งสองย่านลาดกระบังมาสอบปากคำ
นางสาวเสาวลักษณ์ อินนาง อายุ 38 ปี ให้การว่า โทรศัพท์เป็นของตัวเองและสามีเป็นผู้ที่นำไปวางไว้ในจุดเกิดเหตุเพราะเป็นสมาชิกของแอพพลิเคชั่นที่การให้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นการให้บริการแก่ผู้โดยสาร ที่มีความประสงค์จะใช้บริการรถรับจ้างสามารถเข้าไปในแอคพิเคชั่นเพื่อเรียกใช้บริการได้ ซึ่งในวันดังกล่าวได้ลงรับคิวรับผู้โดยสารไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งจะต้องเปิดออนไลน์แอคพิเคชั่นดังกล่าวไว้ตลอดเวลา และห้ามออกนอกพื้นที่สนามบิน หากตรวจพบว่าสัญญาณหลุดจากพื้นที่ก็จะทำให้ตกคิว ระหว่างที่รอเวลาเกิดอาการหิวข้าว จึงนำเอาโทรศัพท์นำไปใส่ขวดพาสติกดังกล่าวพร้อมทั้งเปิดเครื่องเพื่อให้สัญญาออนไลน์ตลอดเวลา และไปวางไว้ในพื้นที่ของสนามบิน ส่วนที่ต้องต่อสายชาร์ทกับพาวเวอร์แบงค์เพราะว่าโทรศัพท์แบตจะหมดจึงนำมาต่อพ่วงด้วยกัน และนำเอากระดาษ และถุงพาสติดมากห่อหุ้มไว้เพื่อป้องกันฝนตกเปียกเครื่อง จากนั้นจึงพากันขับรถออกไปหาข้าวกิน ไม่คาดคิดว่าจะมีลูกค้ากดเรียกเข้ามาทำให้เกิดเสียงเตือนเป็นจังหวะและเจ้าหน้าที่ผ่านมาเห็นและได้ยินเสียงคล้ายกับนาฬิกาปลุก จึงคิดว่าเป็นวัตถุระเบิด
"ขอยืนยันว่าไม่มีเจตนาขู่ทำร้ายใครหรือกระทำการใดที่ก่อให้ความวุ่นวายภายในสนามบิน ดินฉันและครอบครัวต้องกราบขอโทษทางสนามบินและสังคมด้วยที่ทำไปเพราะไม่ได้ตั้งใจ" นางสาวเสาวลักษณ์ กล่าว
ด้าน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า เชื่อว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีเจตนาที่จะก่อความไม่สงบก่อความวุ่นวายภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเพียงกันหลีกเลี่ยงในส่วนของสัญญาณของแอพพลิเคชั่น ไม่ให้หลุดจากพื้นที่ซึ่งจะทำให้ตกคิวรับผู้โดยสารได้ เบื้องต้นทั้งสองคนให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี จึงได้ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตาม พรบ.รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ห้ามมิให้ผู้ใด วาง หรือทิ้ง สิ่งของ บนทางสาธารณะ มีโทษ ปรับสูงสุด ไม่เกิน 2,000 บาท







