
ขยับไฟฟ้ามายตง-ฮัจยี
ไทย-เมียนมา ตกลงสานต่อความร่วมมือก่อสร้างเขื่อนมายตง-ฮัจยี ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 6,000 เมกะวัตต์
โพสต์ทูเดย์ - ไทย-เมียนมา ตกลงสานต่อความร่วมมือก่อสร้างเขื่อนมายตง-ฮัจยี ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 6,000 เมกะวัตต์
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุม MTJWC (Myanmar-Thailand Joint Working Committee) ระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นการหารือระดับปลัดกระทรวง ว่า ไทยและเมียนมาเห็นพ้องที่จะเดินหน้าตามกรอบความร่วมมือด้านพลังงานระหว่าง 2 ประเทศ ที่มีการลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ การเดินหน้าสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทย-เมียนมาครั้งนี้ มีขึ้นหลังเมียนมามีรัฐบาลชุดใหม่
นายอารีพงศ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่าง 2 ประเทศ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงจากกรอบเดิม ประกอบด้วย 1.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และที่ผ่านมาได้มีการปรับแนวทางก่อสร้างใหม่ จากเดิมที่เป็นการสร้างเขื่อนสูงที่ผลิตไฟฟ้าได้ 6,000-7,000 เมกะวัตต์เป็นการสร้างเขื่อน 2 แห่ง โดยจะพัฒนาเขื่อนแรก กำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ก่อน ส่วนเขื่อนที่ 2 กำลังการผลิตประมาณ 2,500 เมกะวัตต์ จะดำเนินการระยะต่อไป
2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ที่จังหวัดผาอัน รัฐคยิ่น กำลังการผลิต 1,360 เมกะวัตต์ โดยจะจำหน่ายไฟฟ้ากลับมาไทย 1,190 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศึกษา โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชนในท้องถิ่น
3.ความร่วมมือคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ (FSRU) ขนาด 3 ล้านตัน/ปี ซึ่งบริษัท ปตท.จะเป็นผู้ดำเนินงานเพื่อป้อนก๊าซธรรมชาติมายังโรงไฟฟ้าราชบุรีของไทย และอีกส่วนหนึ่งจะป้อนให้กับเมียนมา โดยขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่บริเวณเมืองกันบ๊อกของเมียนมา ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมืองทวาย เป็นจุดเชื่อมท่อก๊าซกับคลังแอลเอ็นจี
นายอารีพงศ์ ระบุว่า เมียนมาต้องการที่จะซื้อไฟฟ้าจากไทย 100 เมกะวัตต์ ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อป้อนเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะต้องมีการสร้างสายส่งจากฝั่งไทยไปยังทวายประมาณ 200 กิโลเมตร
“การหารือครั้งนี้ทางเมียนมายืนยันจะสานต่อความร่วมมือกับไทยทั้งด้านไฟฟ้าและปิโตรเลียมตามกรอบที่เคยตกลงไว้ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม และจากนี้จะมีการหารือรายละเอียดระดับเจ้าหน้าที่แต่ละเรื่องอีก 2-3 ครั้ง ในช่วงเดือน ก.ค.และเดือน ก.ย.นี้” นายอารีพงศ์ กล่าว







