
การศึกษาไทย ปลายทางความฝัน ของเยาวชน ที่โตแล้วไม่โกง
โดย...นพดล ปกรณ์นิมิตดี
โดย...นพดล ปกรณ์นิมิตดี
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวว่า หลักการและแนวความคิดของการเรียนการสอน ในเรื่อง โตไปไม่โกง ถือเป็นเรื่องที่ดี และถูกต้องที่ควรจะนำมาเรียนรู้และศึกษาในห้องเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา หรือหมายความว่าแม้จะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ก็ยังควรต้องพูดและกล่าวถึงอยู่ แต่การพูดว่าเราหวังที่จะให้เด็กหรือเยาวชนของประเทศไทยเราในอนาคตที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และบางคนอาจเข้ามามีส่วนในการบริหารประเทศ เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่ดี คือ ไม่ขี้โกง ไม่หวังรวยทางลัด ไม่เอาเปรียบคนอื่น เป็นคนสุจริต และตั้งมั่นในสิ่งที่ดีงาม พูดกี่ครั้ง ย้ำกี่หน ก็ยากที่จะมีใครปฏิเสธแนวความคิดที่ดีเช่นนี้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริงที่เด็กและเยาวชนยุคปัจจุบัน เจเนอเรชั่นใหม่ที่ต่างกับผู้ใหญ่รุ่น 40 Up ณ ขณะนี้ ประกอบกับการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษาที่บางเรื่อง เช่น วินัยนักเรียน นักศึกษา อาจมีลักษณะที่หย่อนยานมากกว่าแต่ก่อน ทำให้เกิดคำถามชวนสงสัยว่า เราจะสามารถสอนให้เด็กหรือเยาวชน เมื่อโตไปแล้วไม่โกงได้จริงหรือไม่
ในระดับอุดมศึกษา หากอยู่ในแวดวงการศึกษา หลายท่านน่าจะรู้จักกับ มคอ.1 รหัสเอกสารของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาเป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชานิติศาสตร์ที่เพิ่งจะมีการจัดทำร่าง และได้ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นผู้บริหารไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ก็มีคำถามที่น่าสนใจสำหรับมุมมองผู้เขียน ที่ถามผู้เข้าร่วมสัมมนา ประมาณว่า เราจะสอนเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมกันอย่างไร แน่นอนในความเห็นส่วนตัว หากคนเรามีคุณธรรมและจริยธรรมประจำใจแล้ว การไม่โกง ย่อมเป็นผลพลอยได้ที่จะตามมาอย่างแน่นอน
ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสได้ยินนักวิชาการท่านหนึ่งที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยรัฐ บอกกล่าวประเด็นนี้ไว้ในทีวี ใจความสรุปว่า สมัยก่อนไม่มีปัญหาเรื่องคนโกง หรือข้าราชการโกง แต่อย่างใดเลย เพราะคนถือศีล 5 และศีล 5 มีอะไรบ้าง (ผู้ใหญ่หลายคนอาจหลงลืม หรืออาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำ)
ศีล 5 มีดังนี้ครับ
1.ละเว้นจากการทำลายชีวิต
2.ละเว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้
3.ละเว้นการประพฤติปฏิบัติตนที่ผิดในกาม
4.ละเว้นจากการพูดโกหกหรือเท็จ
5.ละเว้นของมึนเมา สุราเมรัย
คุณธรรมและจริยธรรมที่ถูกสอนโดยผ่านทางศาสนา ผ่านทางคำสอนของแต่ละศาสนา หากเด็กหรือเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม การโกงยังไม่น่าจะมี หรือมีก็คงจะน้อยมาก เป็นคนส่วนน้อย แม้ประเทศจะปกครองด้วยกฎหมาย แต่กฎหมายไม่สามารถจะกำหนดกฎ กติกา บังคับให้คนประพฤติปฏิบัติตามได้ทุกเรื่อง
ยกตัวอย่างเช่น การบังคับให้ทุกคนห้ามโกหก ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เป็นไปได้หรือครับในชีวิตจริงของมนุษย์ปุถุชนอย่างเรา บางครั้งเราก็จำเป็นต้องโกหกเพื่อให้คนที่เรารักจะได้สบายใจ จะเอาเขาติดคุกไหมละครับกับการโกหกแบบนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นการโกหกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในทางราชการทำให้รัฐเสียหายก็ว่าไปอย่าง ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
มาตรา 57 ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
ข้าราชการตุลาการต้องไม่รายงานเท็จต่อข้าราชการตุลาการซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเหนือตนขึ้นไป การรายงานโดยปกปิดข้อความที่ควรต้องบอก ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
กรณีนี้ ศีล 5 ในหลักคำสอนของพุทธศาสนา สำหรับผู้พิพากษาศาลหลายท่านที่นับถือศาสนาพุทธ ได้ถูกกลไกทางกฎหมายแปรเปลี่ยนศีล 5 บางข้อมาเป็นกฎหมายในส่วนของวินัยที่ผู้พิพากษาศาลอันเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการ ต้องประพฤติและถือปฏิบัติตาม มองในอีกแง่มุมหนึ่งหากผู้พิพากษาศาลถือปฏิบัติศีล 5 ตามคำสอนอยู่เป็นนิตย์กฎหมายในทางโลก ก็อาจเป็นเรื่องรองลงไป หรืออาจไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 57 ก็ได้ด้วยซ้ำ
แต่หากมองเรื่องนี้ในมุมใหม่ที่แตกต่างออกไป การเรียนการสอน ในหัวข้อ โตไปไม่โกง ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายความเรื่องราวของศีล 5 บางข้อในภาพใหม่ ของการร้อยเรียงเรื่องราวโดยการผูกกับข้อเท็จจริงในโลกปัจจุบัน หรือจากข่าวที่ปรากฏ ซึ่งอาจช่วยเสริมความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชนได้ดีมากกว่าการอ่านหนังสือธรรมะเพียงอย่างเดียว
ฉะนั้น เด็กหรือเยาวชนในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุ 16-19 ปีขึ้นไปแล้ว จึงอาจจะไม่ใช่ดินที่ผู้สอนพอจะปั้นใหม่แต่งใหม่ได้อย่างง่าย แต่อาจพอปั้นแต่งได้สำหรับบางคน แต่ถ้าคิดเพียงว่าการตอกย้ำเรื่องการโตไปไม่โกง จะเป็นการช่วยเตือนสติให้กับบัณฑิตที่กำลังจะจบไปเป็นอนาคตของชาติ อย่าได้คิดโกง แม้อาจจะปลูกฝังเพื่อลงรากลึกได้ยากก็ยังควรต้องทำ ควรต้องตอกย้ำ ซึ่งจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยเขาไป
ในเรื่องแนวทางการเปิดสอนรายวิชาเพิ่มเติมเฉพาะเรื่อง โตไปไม่โกง ในระดับชั้นอุดมศึกษานั้น โดยความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ควรสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาบางวิชาที่สามารถสอดแทรกได้ แทนการเปิดเป็นวิชาเฉพาะ อันเนื่องจากว่า ใน มคอ.2 มีการกล่าวถึงคุณธรรม จริยธรรมที่ผู้สอนสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหารายวิชาอยู่แล้ว ซึ่งการมีจิตสำนึกโตไปไม่โกง น่าจะเป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งในหมวดคุณธรรม จริยธรรมอยู่แล้ว
ขอยกตัวอย่างอีกเรื่อง เช่น การขับรถบนท้องถนนทุกวันนี้ที่ต่างคนต่างรีบขับไปเพื่อให้ถึงที่หมายของตน ยิ่งรถติด ยิ่งแซงกัน ตัดหน้า ไม่ยอมต่อแถว เบียดกันแย่งกันขึ้นสะพาน ก็เป็นการโกงในอีกรูปแบบหนึ่ง เอาแต่ประโยชน์ของตน ไม่ยอมเสียเวลา การติดป้ายรณรงค์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ถามจริงเถอะครับ ได้ผลไหม หากตำรวจไม่ได้มายืน การทำผิดกฎจราจรก็ยังคงมีอยู่ดี จ่าเฉย หุ่นปูน ก็ไม่มีประโยชน์ เอาไม่อยู่กับอารมณ์คนที่ขับรถติดบนถนนหรอกครับ
ท้ายสุดนี้ วัยเยาว์ของเด็กหรือเยาวชน คือตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 1 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหล่อหลอม ปลูกฝังความเป็นคนดี ทั้งกายและใจให้กับเขา
การจริงใจกับการสอนวิชาพุทธศาสนา หรือหลักศีล 5 หรือจะเป็นวิชาของศาสนาอื่นก็ได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ย่อมอาจมีความหวังทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่โกง ไม่เอาเปรียบคนอื่น และที่สำคัญคือ สังคมไทยไม่ควรมีวัฒนธรรมยกย่องคนกะล่อนให้คนกะล่อนได้ดี หากช่วยกันสร้างค่านิยมไทย 12 ประการ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษาปีที่ 1 ปลูกฝังและตอกย้ำค่านิยม ไม่โกงตลอดเวลา สังคมไทยเปลี่ยนได้ ปฏิรูปได้ด้วยมือของพวกเราครับ







