
ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลด Spread (1)
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
นโยบายเศรษฐกิจในฝันสรุปว่า เอกชน คนดี คนมีโอกาส คือ คนที่ต้องลงมือช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ เพราะกลุ่มเหล่านี้จะมีแต่แข็งแกร่งขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงในภาพรวม ในวันเดียวกันที่ลงหนังสือพิมพ์ ธนาคารแห่งหนึ่งประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากประเภทหนึ่งเป็น 0% ผู้เขียนตกใจ เพราะตรงข้ามกับสิ่งที่จะเขียนวันนี้ แต่ในท้ายที่สุดในวันเดียวกันนั้นเอง ธนาคารได้ปรับดอกเบี้ยกลับสู่ระดับเดิม ก็ถือเป็นความกล้าเช่นกัน คือกล้าปรับลงก่อนคนอื่น และกล้าปรับกลับทันที เมื่อสังคมต้าน
ในช่วง 5 ปีหลัง ระบบคิดของสถาบันการเงินเปลี่ยน มีผลิตภัณฑ์หลากหลายขึ้น กฎหมายเปิดโอกาสให้ทำธุรกิจอื่นๆ มากมาย โลกเปิดธนาคารสามารถมีธุรกิจข้ามชาติที่สร้างกำไรได้จำนวนมากขึ้น ทั้งค่าธรรมเนียม กำไรอัตราแลกเปลี่ยน แหล่งทุนเงินกู้ราคาถูก ความต้องการเงินฝากลดลง ทำให้เกิดคำถามว่า “เรามีธนาคารเพื่ออะไรกันแน่?” สำหรับประชาชนทั่วไป
ทำไมต้องตั้งคำถามมากเรื่องตลาดเงิน ประเด็นมีนิดเดียว ธนาคารคือสถาบันที่นำเงินฝากจากประชาชนไปเพื่อเป็นฐานในการออมเป็นหลัก การสร้างธุรกิจของธนาคารคือควรจะนำเงินนั้นไปปล่อยสินเชื่อ ใช้การบริหารสินเชื่อนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีใบอนุญาตจำกัดมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับความต้องการปริมาณเงินของหน่วยธุรกิจที่มีความซับซ้อนขึ้น ดังนั้น สถาบันการเงินในลักษณะนี้ จึงมีหน้าที่ 2 อย่าง คือการเป็นแหล่งเงินออมที่ถือได้ว่าปลอดภัยที่สุดของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และการเป็นธุรกิจที่ต้องสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องในฐานะบริษัท เพื่อผู้ลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้น ทำอะไรจึงต้องชั่งน้ำหนัก
ตลาดเงินมีความอ่อนไหวสูงกว่าตลาดทุนเพราะสัมผัสกับประชาชนจำนวนมากกว่า หลากหลายกว่า การขยับตัวของตลาดเงินแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อคนจำนวนมากอย่างเรื่องที่เกิดขึ้น หากดูข้อเท็จจริง ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยทุกธนาคารใกล้ 0% ทั้งหมดอยู่แล้ว ขึ้นลงแทบไม่มีผล แต่ผู้เขียนไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระยะสั้น แต่อยากเขียนถึงข้อมูล 2 ประการ ว่าทำไมคนตั้งคำถามมากต่อทิศทางตลาดเงินของประเทศ
ข้อมูลที่ 1 คือเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ (Interest Rate Spread) ซึ่งมากกว่า 6% โดยเฉลี่ย สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่เทียบเคียงระบบเศรษฐกิจกันได้ในบางมิติ และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ CLMV แนวโน้มนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีลักษณะเช่นนี้ย้อนหลัง 10 ปี เข้าใจว่านั่นเพราะสถาบันการเงินให้น้ำหนักเรื่องความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อสูงมาก และมีผู้นำเรื่องดอกเบี้ย 0% นี้ไปเปรียบเทียบกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ถูกต้อง ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากกู้ของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำมาก มากว่า 10 ปี คือประมาณ 1%
ถ้าหากจะพูดเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจแบบญี่ปุ่น หรือจีน การอัดดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำ ต้องเอาดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาด้วย เราเป็นประเทศที่มีส่วนต่างดอกเบี้ยสูงจนเกิดคำถามว่าทำไม? เท่ากับระบบแทบไม่มีการแข่งขัน







