
รัฐต้องเร่งลงทุน หนีกับดักสภาพคล่อง
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารทหารไทยได้สร้างประวัติศาสตร์อัตราดอกเบี้ยให้กับไทย แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปเหลือ 0% ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้การลดดอกเบี้ยเหลือ 0% จะเป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งในการบริหารต้นทุนของธนาคารทหารไทย แต่เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างกว้างขวาง ธนาคารทหารไทยก็ต้องกลับลำมาปรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไปมาอยู่ที่ 0.125%
โดย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารทหารไทย ก็ยังหยอดไว้ว่า เมื่อมีการอธิบายโครงสร้างเงินฝากของธนาคารให้ประชาชนผู้ฝากเงินเข้าใจแล้ว ก็จะกลับมาพิจารณาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปอีกครั้ง แสดงนัยว่ายังมีโอกาสที่จะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0% อยู่
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ติดตามภาวะการเงินในระบบอยู่ และแม้การให้ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% จะมีเพียงธนาคารทหารไทยแห่งเดียว ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ลงมาให้ดอกเบี้ย 0% ตาม แต่ ธปท.ก็ไม่ตัดโอกาสที่ประเทศไทยจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ย 0% ในอนาคต
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันระบบการเงินของไทยกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องล้นระบบ จากการที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ จนทำให้เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดสินเชื่อสุทธิทั้งระบบ 10.40 ล้านล้านบาท เทียบกับเงินฝากที่มียอดสุทธิ 11.35 ล้านล้านบาท หรือมีเงินฝากมากกว่าเงินให้สินเชื่อถึง 1.05 ล้านล้านบาท
ส่วนต่างเงินฝากและสินเชื่อดังกล่าวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. ที่มียอดสินเชื่อสุทธิ 10.42 ล้านล้านบาท และเงินฝาก 11.15 ล้านล้านบาท หรือเงินฝากมากกว่าสินเชื่อ 7.3 แสนล้านบาท
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่า ธนาคารบางแห่งต้องปรับโครงสร้างดอกเบี้ยเงินฝากใหม่และใช้ดอกเบี้ย 0% เพื่อลดต้นทุนด้านดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ภาวะการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มในอัตราน้อยมาก ด้วยสาเหตุจากการที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับผู้ประกอบการ ธุรกิจขนาดใหญ่ ก็ชะลอการขอสินเชื่อ เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่กระเตื้อง ทำให้ยังไม่ต้องเร่งลงทุนขยายกิจการหรือขยายกำลังผลิต ส่งผลให้เริ่มมีคำถามว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “ภาวะกับดักสภาพคล่อง” แล้วหรือไม่
ส่วนหนึ่งเพราะเป็นสภาพที่คล้ายคลึงกับหลายประเทศที่ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินหรือคิวอี จนทำให้สภาพคล่องท่วมโลก หลายประเทศต้องใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0% บางประเทศดอกเบี้ยถึงกับติดลบ เพื่อผลักดันให้มีการกู้เงิน สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับประเทศไทย เรื่องการตกอยู่ในภาวะกับดักสภาพคล่องยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน
ก่อนหน้านี้ วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หรือ “ดร.โกร่ง” เคยเตือนมานานแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะเคลื่อนตัวจากภาวะเงินฝืดเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา และเข้าสู่ภาวะกับดักสภาพคล่อง หรือ “Liquidity Trap” ยิ่งเศรษฐกิจซบเซา ตัวเลขสภาพคล่องยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ การแก้ปัญหาจึงต้องเร่งให้เกิดการลงทุน
เช่นเดียวกับ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่มองว่า ประเทศไทยใกล้เข้าสู่กับดักสภาพคล่อง เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำแต่สินเชื่อไม่เติบโต เป็นการ
ไม่เติบโตทั้งจากสาเหตุที่ความต้องการสินเชื่อไม่มี รวมทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำกลับทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้น กลายเป็นว่า คนยิ่งออมเงิน เพื่อความมั่นคง จนเผชิญภาวะ “ออมมากเกินไป” (Over-Saving) และ “ลงทุนน้อยไป” (Under-Investment) ทำให้สภาพคล่องในระบบล้นและจะไม่เห็นการแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จนกว่าจะเห็นการลงทุนที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กลับเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ติดกับดักสภาพคล่อง เพราะกับดักสภาพคล่องจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออุปสงค์หาย ไม่ใช่เพราะอุปทานเยอะ
“แม้สองอย่างนี้จะคล้ายคลึงกันในเชิงดอกเบี้ย แต่ในเชิงผลกระทบกับเศรษฐกิจนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังไม่มีกับดักสภาพคล่อง เพราะอุปสงค์ (การบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐ +การท่องเที่ยว) ยังขยายตัวได้แม้จะอ่อนๆ ก็ตาม อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้ใช้ดอกเบี้ยนโยบายได้เพิ่มเติม” เบญจรงค์ กล่าว
สำหรับ เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นเช่นเดียวกันว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าประเทศไทยติดกับดักสภาพคล่อง โดยเชื่อว่าสภาพคล่องล้นระบบในปัจจุบันเป็นภาวะเพียงระยะสั้น เพราะในช่วงครึ่งปีแรกมีหลายปัจจัยที่ทำให้การปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้ไม่มากนัก เช่น ปัจจัยฤดูกาลที่มีการเร่งคืนสินเชื่อในไตรมาสแรกของทุกปี การเข้าสู่ฤดูฝนที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจ ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ดอกเบี้ยสหรัฐ เศรษฐกิจจีน หรือแม้แต่อังกฤษที่รอการลงเสียงประชามติว่าจะออกจากสหภาพยุโรป (ยูโร) หรือไม่ ปัจจัยความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจชะลอตัดสินใจลงทุน แต่ก็เป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น
“กับดักสภาพคล่องจะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่อง การลดดอกเบี้ยลงต่ำมากแล้วยังกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นไม่ได้ ความเชื่อมั่นถดถอย คนไม่ใช้จ่าย เอกชนไม่ลงทุน จนสภาพคล่องล้น ซึ่งตัวอย่างประเทศที่ประสบภาวะเช่นนี้แล้วคือ ญี่ปุ่น” เชาว์ กล่าว
แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จะยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่าไทยกำลังตกอยู่ในภาวะกับดักสภาพคล่องหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ขณะนี้ระบบการเงินของไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินล้นอยู่ในระบบค่อนข้างมาก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พยายามเข้าดูแลความสมดุลของตลาดเงินในระบบ โดยทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคีด้วยการออกพันธบัตร ธปท.ขายให้สถาบันการเงินโดยมีสัญญาจะซื้อคืน หวังจะดูดสภาพคล่องส่วนเกินออกมา โดยล่าสุด วันที่ 8 มิ.ย. มีการออกพันธบัตรรวม 9.71 แสนล้านบาท แบ่งเป็น อายุ 1 วัน 8.09 แสนล้านบาท อายุ 7 วัน 1.43 แสนล้านบาท อายุ 14 วัน 8,100 ล้านบาท และอายุ 1 เดือน อีก 1.04 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ไม่ว่าไทยจะเข้าสู่ภาวะกับดักสภาพคล่องหรือไม่ แต่สิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้พ้นจากกับดักสภาพคล่อง หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้ก้าวเข้าสู่หลุมหล่มสภาพคล่อง คือการที่รัฐต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนมีการลงทุน ด้วยการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ประกาศมูลค่าออกมาหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้เอกชนลงทุนหรือขยายการผลิต ซึ่งจะส่งผลไปถึงการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เป็นการดูดซับสภาพคล่องในระบบอย่างแท้จริง
และหากปล่อยให้สภาพคล่องล้นระบบต่อเนื่องยาวนาน ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินฝาก 0% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคงไม่มีธนาคารใดที่จะอุ้มต้นทุนเงินฝากไว้ โดย
ไม่สามารถหารายได้จากสินเชื่อได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว ยังจะกระทบต่อภาวะการออมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย







