posttoday
แนะใช้โซเชียลคอมเมิร์ซบุกตลาด

แนะใช้โซเชียลคอมเมิร์ซบุกตลาด

10 มิถุนายน 2559

โซเชียลคอมเมิร์ซมาแรง โอกาสโตมากกว่าอี-คอมเมิร์ซ เร่งผู้ประกอบการสร้างโอกาสหารายได้ใหม่เข้าประเทศ

โซเชียลคอมเมิร์ซมาแรง โอกาสโตมากกว่าอี-คอมเมิร์ซ เร่งผู้ประกอบการสร้างโอกาสหารายได้ใหม่เข้าประเทศ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า การเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือโซเชียลมีเดียรวมกับอี-คอมเมิร์ซ กลายเป็นตลาดใหม่ที่ภาคธุรกิจไม่ควรมองข้าม เพราะคนไทยนิยมใช้งานโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะที่ระบบเฟซบุ๊กก็พัฒนาให้มีการซื้อขายที่ง่ายขึ้น จึงถือว่าเป็นโอกาสของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่จะนิยมใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมในการแนะนำสินค้า แต่ก็ยังต้องใช้งานไลน์ในการสื่อสาร ดังนั้นการขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียยังประสบปัญหาปิดการขายไม่ได้ เพราะยังเจอกรณีลูกค้าหลอกลวงหรือไม่ยอมโอนเงิน ดังนั้นการขายของผ่านโซเชียลมีเดีย จึงต้องรัดกุมและมีช่องทางให้เลือกที่หลากหลาย

ทั้งนี้ ความพยายามของภาครัฐในเรื่องของการป้องกันปัญหาร้องเรียนจากการใช้งานออนไลน์คือ เปิดช่องทางสื่อสารระหว่างภาครัฐและลูกค้า เช่น เอ็ตด้าที่ตั้งศูนย์ร้องเรียนขึ้นมาเพื่อคอยแก้ปัญหากรณีเกิดปัญหาหลอกลวงผู้บริโภค ให้เข้ามาร้องเรียนหรือแจ้งเหตุ ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะยิ่งประเทศไทยมีการซื้อขายสินค้าออนไลน์มากเท่าไร ย่อมต้องการความคุ้มครองจากภาครัฐมากเท่านั้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ความพยายามในการส่งเสริมธุรกิจออนไลน์ในแนวทางของสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย แม้สมาคมจะดำเนินงานมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่เพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงมีการจัดตั้งสมาคมอีโลจิสติกส์และอี-เพย์เมนต์ขึ้นมาเพิ่มเติม เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้เพิ่มขึ้นเยอะมาก

“ในรอบปีที่ผ่านมาจะเห็นผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และอี-เพย์เมนต์เกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งการบริหารจัดการธุรกิจเหล่านี้ให้เหมาะสมคือนำผู้ประกอบการเหล่านี้มารวมกัน ซึ่งทางสมาคมได้พูดคุยกับภาครัฐมากขึ้นว่าการดูแลและสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้จะช่วยให้อนาคตของอี-คอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซอยู่รอดได้”

ด้านการทำงานของสมาคมนอกจากการเข้าไปคุยกับภาครัฐให้มากขึ้นแล้ว ยังแนะนำเรื่องการบริหารจัดการเม็ดเงินที่จะนำเข้ามาสนับสนุนให้ถูกทิศทางด้วย การเติบโตที่รวดเร็วของธุรกิจประเภทโซเชียลคอมเมิร์ซ ทำให้เม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาในตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะไหลไปยังต่างประเทศ เพราะเฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรมเป็นบริษัทต่างประเทศ ไทยจึงควรเร่งหาโอกาสสร้างธุรกิจให้เม็ดเงินเหล่านี้ไม่ไหลออก

“อย่างเช่นในกลุ่มธุรกิจประเภทโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะมาก แต่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเสียรายได้และเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ไปให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติ เพื่อโปรโมทและแข่งขันอย่างดุเดือด จึงต้องแข่งกันตัดราคาขายห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์ให้ถูกที่สุด จนเกิดการผูกขาดของผู้ให้บริการอย่างอะโกด้า บุ๊กกิ้งดอทคอม และซีทริป ซึ่งเป็นของผู้ให้บริการชาวต่างชาติ ที่มีผู้ใช้งานชาวไทยไปใช้ช่องทางเหล่านี้ ทำให้เว็บไซต์เหล่านี้ควบคุมตลาดแบบเบ็ดเสร็จและได้ข้อมูลของลูกค้าไปด้วย”

ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจควรที่จะลงมือพัฒนาช่องทางออนไลน์เอง เพื่อสร้างโอกาสให้แก่แบรนด์ของตนและรายได้ไม่ไหลออกนอกประเทศ ทำการตลาดในช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย
เพื่อให้ลูกค้ารู้จักและเข้ามาใช้งานช่องทางของเรา

“ในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ยังคงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยหากไม่เร่งเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังจะเสียโอกาสให้ต่างชาติอย่างแน่นอน” นายภาวุธ กล่าวสรุป

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน