นักวิชาการจี้คสช.อย่าถลำลึกปมประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
"ปริญญา" ชี้คสช.ถลำลึกกับการมีส่วนว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านมากไป แนะควรถอยออกมา ยอมรับผลการตัดสินจากประชาชน
"ปริญญา" ชี้คสช.ถลำลึกกับการมีส่วนว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านมากไป แนะควรถอยออกมา ยอมรับผลการตัดสินจากประชาชน
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดสัมมนาวิชาการเนื่องในวันสถาปนาสำนักงานกกต. ครบรอบ 18 ปี เรื่อง "เหลียวประชามติสากล แลประชามติไทย" โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปี 2550 เป็นการทำประชามติรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งแรก รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มีกติกาอยู่ว่าถ้าผ่านก็ให้บังคับใช้ ถ้าไม่ผ่านให้คมช.หยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาประกาศใช้เลย ตอนนั้นถูกทักท้วงว่า บอกเลยว่าเอาฉบับไหน แต่อย่างน้อยประชาชนยังรู้ ไม่ใช่กลับมาร่างใหม่
"คำถามคือคสช.คิดอย่างไรที่ให้มีการทำประชามติ คงมาจากการเปรียบเทียบที่ฉบับ 2550 จบลงด้วยดีเพราะมีการทำประชามติ แตกต่างจากฉบับ 2534 จบด้วยการนองเลือด คสช.จึงให้จบด้วยการทำประชามติ ปัญหาของกติกาขณะนี้ คือ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นข้อบกพร่องรุนแรงที่สุดในการทำประชามติครั้งนี้" นายปริญญา กล่าว
อย่างไรก็ตาม บทความต่างประเทศจะเรียกการทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. ว่า ทางเลือกของฮอบส์สัน คือ ถ้าถูกใจก็รับไป ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศตอนนี้เป็นความมืดดำ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งจะมีผลต่อความชอบธรรมและความยั่งยืนของร่างรัฐธรรมนูญนี้ การทำประชามติที่ดี ต้องเป็นธรรม รู้ว่าทางเลือกมีอะไรบ้าง ต้องมีเสรีภาพ ประธานกกต.อาจทำให้เกิดเสรีภาพในคูหาได้ แต่กระบวนการก่อนลงประชามติประชาชนจะมีสิทธิพูดได้มากแค่ไหน หากจะให้เป็นประชามติที่สมบูรณ์ต้องให้สองข้างแสดงความเห็นตามสมควร
"เราสามารถแสดงออกได้มากกว่านี้หรือไม่ คำตอบคือได้มากกว่านี้ พ.ร.บ.ประชามติ ก็เอามาจากกฎหมายเลือกตั้งและของเดิม ที่เพิ่มขึ้นมาคือ มาตรา 61 วรรคสอง ในความเห็นคำว่าปลุกระดมนี่คลุมเครือที่สุดในการตีความ กติกาในมาตรานี้ทำให้การออกเสียงประชามติกระทบต่อหลักเสรีภาพ ถ้าไม่แก้ไขก็ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญ คำว่าปลุกระดมไม่ควรจะมีอยู่ในกฎหมายนี้ เนื่องจากมีกฎหมายอาญาอยู่แล้ว" รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
นอกจากนี้ คำหลายคำของ มาตรา 61 วรรคสองนั้นขัดรัฐธรรมนูญ อยากให้ตีความตามมาตรานี้บนเสรีภาพที่ประชาชนมีอำนาจตามอธิปไตย ตีความให้แคบที่สุดอย่าไปตีความกว้าง ถ้าไม่มีการแก้ไขเรื่องพวกนี้ ที่ให้มีความเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ไม่ยั่งยืน ในอนาคตข้างหน้าจะมีการร่างใหม่เหมือนปี 2534 คสช.ต้องการหรือไม่
ทั้งนี้ คสช.ถลำลึกกับการมีส่วนว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านมากไป อยากให้ถอยออกมา ยอมรับผลการตัดสินจากประชาชน ส่วนคำถามพ่วง ความจริงแค่ให้คำถามชัดคือจะให้สว.ร่วมเลือกนายกฯกับสส. หรือไม่ แบบนี้ถึงจะเป็นธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินน่าจะส่งประเด็นคำถามพ่วงให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า เวลาพูดถึงการทำประชามติ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 เรื่อง 1.เนื้อหา การให้คนทั้งประเทศมาออกเสียง มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ การกำหนดเนื้อหาต้องเป็นประเด็นที่สำคัญและใหญ่จริงๆในการให้ประชาชนตัดสินใจ ซึ่งเนื้อหาต้องง่ายสั้นกระชับสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่าย
2.เวลา การให้คนได้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญของประเทศต้องมีเวลาอย่างเพียงพอในการคิดไตร่ตรองเพื่อหาข้อสรุป กกต.เองมีกรอบเวลาค่อนข้างจำกัดเพียง 120 วัน แค่พิมพ์เอกสารก็ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน 3.กระบวนการ ต้องโปร่งใสให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าเป็นธรรม เป็นกติกาที่ทุกคนจะได้รับความเท่าเทียมกัน
"ถ้าจำกันได้ร่างกฎหมายประชามติร่างแรกที่กกต.เสนอให้สนช. มีคำว่าเปิดโอกาสให้คนทั้งสองฝ่ายแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมกัน มีงบให้ฝ่ายละ 50 ล้านบาท แต่การประเมินสถานการณ์ของฝ่ายที่ออกกฎหมายคิดว่าถ้าเปิดโอกาสจะมีศรีธนนชัยมาสร้างความวุ่นวายทางการเมือง"นายสมชัย กล่าวและว่า และ4.บรรยากาศ ทุกมีความตื่นตัวที่จะช่วยกันตัดสินใจอนาคตของประเทศ ภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผล แต่สังคมก็ต้องช่วยกัน
ด้าน น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรณรงค์เป็นหัวใจสำคัญ บทบาทของกกต.ตอนนี้ อย่างเพลงประชามติของกกต. ที่ถูกวิจารณ์ว่าลำเอียง อีกประเด็น คือ เนื้อความในเพลงในช่วงที่ร้องถึงภาคกลาง บางประโยคเหมือนกกต.จะเชิดชูร่างรัฐธรรมนูญ คนอาจมองว่ากกต.กำลังสนับสนุนให้รับร่าง
ทั้งนี้ ตามหลักสากลกกต.จะไม่มาร่วมรณรงค์อย่างเด็ดขาด จึงขอฝากให้กกต.พิจารณา อีกกรณีคือหลังประชามติ มาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าให้คสช.อยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่ นั่นคือคำสั่งของคสช.และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่มีมาตรา 44 ก็ยังมีผลควบคู่
"เราจะมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับร่วมกัน แต่รัฐธรรมนูญ 2559 จะมีผลบังคับใช้อาจจะปลายปี 2560 หมายความว่าผลของการตัดสินใจประชาชนในวันที่ 7 ส.ค. จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที ส่วนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็น่าสนใจ เพราะเห็นด้วยว่ามาตรา 61 วรรคสองของพ.ร.บ.ประชามติ มีปัญหา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่งหวังว่าบรรยากาศจะสดใสกว่านี้"น.ส.สิริพรรค กล่าว
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่น่ากังวล คือ นักการเมืองยังถูกเรียกเข้าค่ายทหารอย่างวันที่ 18 มิ.ย. นี้ ที่กกต.เป็นเจ้าภาพในการประชุมกับตัวแทนพรรคที่จะจัดขึ้นในค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่







