
คุก6ปี‘ชูชีพ-วิทยา’ฮั้วซื้อปุ๋ย
ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอดีต รมว.เกษตรฯ 6 ปี ฮั้วประมูลซื้อปุ๋ยอินทรีย์ยุคทักษิณงบกว่า 367 ล้าน
ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอดีต รมว.เกษตรฯ 6 ปี ฮั้วประมูลซื้อปุ๋ยอินทรีย์ยุคทักษิณงบกว่า 367 ล้าน
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายวิทยาเทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ น้องชายนายเสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทยคนละ 6 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบและฮั้วการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ทั้งนี้ พฤติการณ์ตามคำฟ้องสรุปว่าระหว่างวันที่ 17 ก.พ. 2544-20 ก.ย. 2545 นายชูชีพ ซึ่งเป็น รมว.เกษตรฯ และนายวิทยา เป็นเลขานุการฯ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีเสนอให้มีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร 1.31 แสนตัน วงเงิน 367 ล้านบาท เพื่อนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ปี 2545
ขณะที่จำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ย ได้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และกระทำการส่อไปในทางทุจริต ในการร่วมกันกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เป็นผู้ประมูลได้เพียงรายเดียว โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีหนังสือท้วงติงแต่จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบ และยังดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป โดยนายวิทยายังได้เขียนบันทึกท้ายโครงการดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ป.ป.ช. รับทราบเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยเร่งรีบในการพิจารณารับราคาที่มีการเสนอในการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ยและไม่ดำเนินการตรวจสอบ ข้อพิรุธในการจัดซื้อที่น่าจะทราบมาตั้งแต่ต้น โดยจำเลยกลับประวิงเวลา กระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามทำสัญญากับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจัดซื้อปุ๋ยมูลอินทรีย์
องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก พิพากษาว่านายชูชีพกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วนนายวิทยามีความผิดฐานสนับสนุนจึงให้จำคุกคนละ 6 ปี ฐานทำผิดมาตรา 12 พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ซึ่งเป็นบทหนักสุด ซึ่งหลังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า นายชูชีพมีอาการความดันขึ้นสูงถึง 200 ดังนั้นหลังรับตัวแล้วต้องให้แพทย์ตรวจอาการอย่างละเอียดอีกครั้งว่าสามารถให้การรักษาอยู่ในแดนพยาบาลได้หรือไม่ เพราะหากอาการหนักอาจต้องส่งตัวไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์







