
ปฏิรูปสถาบันทางการเมืองเพื่ออนาคตประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
เหตุใดถึงปฏิรูปสถาบันทางการเมือง ก็เพราะสถาบันทางการเมืองอันหมายถึงองค์กรที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่ทำหน้าที่พิจารณาและตัดสินใจในกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ และเป็นซึ่งที่รวบรวมสะสมแบบแผนพฤติกรรมทั้งมวลที่เกี่ยวกับการเมืองที่มนุษย์ได้กำหนดเป็นกฎเกณฑ์เพื่อการอยู่ร่วมกัน อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎกติกาและข้อตกลงร่วมกันมีโครงสร้างที่มีรูปแบบและวิธีการในการจัดการ และเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในรัฐนั้น ทั้งฐานะผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง
ดังนั้น สถาบันทางการเมืองจึงมีความหลากหลาย มีลักษณะเฉพาะทางที่มีไว้เพื่อทำให้เกิดการขับเคลื่อนระบอบการเมืองนั้นๆ ให้เป็นไปตามอุดมการณ์ทางการเมือง อาทิ ระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีอุดมการณ์หรือเจตนารมณ์ที่เป็นประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญก็เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีไว้เพื่อกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ที่เป็นไปตามอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเจตนารมณ์แห่งกฎหมายที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองกำกับอยู่ สถาบันทางการเมือง เช่น รัฐบาล รัฐสภา ศาล พรรคการเมือง องค์กรอิสระต่างๆ กลุ่มผลประโยชน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบราชการต่างๆ เป็นต้น ล้วนแล้วต้องมีเจตนารมณ์รองรับ สนับสนุน อุดมการณ์ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการพินิจการเมืองได้ดังนี้
1.สถาบันทางการเมืองทั้งในส่วนของการปฏิรูปแบบแผน ต้องปรับปรุงในแนวคิดพื้นฐาน “หลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ให้เด่นชัด โดยเฉพาะ “การมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่โดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ที่งดงามของระบบการเมืองไทย จึงจำเป็นต้องยอมรับในหลักการระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนในเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น แยกแยะข้อจำกัดของระบบอุปถัมภ์ในเชิงลบ อาทิ การเล่นพรรคเล่นพวก การนิยมตัวบุคคลมากกว่าผลงาน แบบนี้ต้องไม่นำมาใช้ต่อ ต้องปฏิรูปการเชิดชูหลักธรรมาภิบาล เน้นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มุ่งรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าตนเอง เป็นต้น ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าหรือคับแคบไปเป็นแบบมีส่วนร่วม
ดังนั้น สถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานนี้คือ “กฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นเอง” จะต้องมีโครงสร้างและองค์กรทางการเมืองที่กำหนดรูปแบบและกระบวนการทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม หรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมา หรือทำให้ระบบการเมืองไร้เสถียรภาพ
2.อะไรคือ “ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ได้แก่ ความสมดุลของระบบการเมือง คือหัวใจของความยั่งยืนอันประกอบไปด้วยหลักความเสมอภาค หรือหลักความยุติธรรมที่จะต้องปรากฏในสังคมการเมืองที่จับต้องได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่การทำให้ระบบศาลหรือสถาบันตุลาการให้เกิดสมรรถนะที่สูงขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้สังคมโดยรวมไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เน้นคุณภาพของคนที่มีคุณธรรม โดยพบว่าในรัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญเรื่องนี้ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก
อย่างไรก็ตาม ควรเน้นในการพัฒนาแบบยั่งยืนที่เน้นเรื่องของทักษะทางการเมือง (Political Skill) ประกอบด้วย พบว่าประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสมควรให้คนในชาติมีทักษะทางการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ 1.Social Awareness ทักษะความตระหนักรู้ทางสังคม 2.Interpersonal Influence ทักษะการสร้างอิทธิพลระหว่างบุคคล 3.Networking ทักษะการจัดการเครือข่าย และ 4.Sincerity ทักษะการแสดงความจริงใจ อันเป็นสิ่งที่คนไทยต้องปรับตัวในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย จึงหนีไม่พ้นที่ต้องเป็นนักการเมืองโดยตรงที่มากกว่านักเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว (นักการเมืองที่ว่านี้คือการแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองอย่างหลีกหนีไม่พ้น เพราะการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน)
3.ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน กล่าวคือ ประชาชนตระหนักในความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ขายเสียง ไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ละเลยที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในระดับอื่นๆ และรูปแบบอื่นๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ดังนั้นจำเป็นต้องวางรากฐาน “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทย” ใหม่ เน้นตามหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องหลอมใจคนในชาติให้เข้าใจความสำคัญ และความจำเป็นของการปกครองแบบนี้ โดยเฉพาะการรักษาและขยายแนวความคิดนี้ให้เกิดความยั่งยืน ถึงแม้จะปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ แต่วิถีชีวิตแห่งการปกครองแบบนี้ต้องทำให้เกิดความสุขของคนในชาติ ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินที่ยอมรับกันเป็น “สัญญาประชาคม” โดยจิตสำนึกอยู่แล้วเป็นประจักษ์ชัด
ดังนั้น สถาบันทางการเมืองทั้งปวง จึงสมควรมีเจตนารมณ์สูงสุดคือการทำให้เกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์ และทำให้เกิดความต่อเนื่อง โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จำเป็นต้องเริ่มที่ “การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่”







