
จุดอ่อนของการสื่อสาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และประเด็นนี้เป็นประเด็นที่หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านใน AEC ที่เจริญกว่าประเทศไทยบางประเทศ ตระหนักดีมาโดยตลอด ดังที่ผู้เขียนได้เขียนไปหลายครั้งแล้ว
งานด้านวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเหมือนข้อต่อกับงานทั้งทางด้านการผลิต และพัฒนาทั้งสินค้าอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม หรือถ้าจะมองให้กว้างกว่านั้น คือ รวมงานด้านบริการ และสังคม วัฒนธรรมด้วย แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว คนในสังคมส่วนใหญ่รวมทั้งภาคธุรกิจ ยังมองไม่เห็นข้อต่อข้อนี้ สินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นจากการวิจัยพัฒนา และเป็นผลของงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การผลิตรถยนต์ Software ต่างๆ ฯลฯ ในด้านการเกษตร หลายประเทศใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ สิ่งเหล่านี้มีผลสะท้อนกลับมายังเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น ในส่วนของสังคมก็มีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อสังคมจำนวนมาก เช่น ยารักษาโรค อวัยวะเทียม เครื่องสีข้าว ฯลฯ ในส่วนของวัฒนธรรมนั้น ที่จริงแล้วได้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษาโบราณสถานไม่ให้เสื่อมไปตามกาลเวลา เป็นต้น
แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้ ต่างกับในประเทศพัฒนาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นสหรัฐเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว องค์การ National Science Foundation ของสหรัฐ เคยทำการสำรวจ พบว่า พลเมืองทั่วไปของสหรัฐมีความสนใจในวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากถึง 70% ของประชากรทั้งประเทศ
สำหรับประเทศไทย เคยมีการศึกษาการรายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อปี 2548 และปรับปรุงใหม่ในปี 2552 โดยบุคคลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตรง แต่ค่อนข้างจะเป็นลักษณะงานวิทยานิพนธ์ และรายงานว่าเหตุใดจึงไม่มีการสื่อสารด้านนี้ มากกว่าจะเป็นการสำรวจความสนใจของประชาชน ซึ่งรายงานได้สรุปไว้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งนั้น มาจากสื่อเอง (นักข่าว และหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ) รวมถึงตัวนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่สนใจจะให้ข่าว
แต่ผู้เขียนเอง มองต่างมุมออกไปในฐานะคนนอกว่า การที่ประชาชนคนไทยไม่สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น อยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงวิศวกรรม มหาวิทยาลัย และนักวิชาการด้านนี้ทั้งหลาย ไม่สามารถจะสื่อสารองค์ความรู้ที่ตนมีออกไปให้สังคมเข้าใจ และสนใจได้ ไม่สามารถสื่อสารให้เห็นได้ว่า ผลงานนั้นที่จะตกแก่เศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม คืออะไร เคยมีการนำงานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไปพูดเป็นภาษาง่ายๆ ปรากฏว่า ถูกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายวิจารณ์อย่างไม่มีชิ้นดี
นอกจากนี้ สังคมด้านนี้ยังเป็นสังคมปิด นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้นเป็นคนเก่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง ส่วนใหญ่จะเชื่อกันเอง ใช้กันเองอยู่ในกลุ่ม รู้จักกันเอง ซึ่งรับรองได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วบุคคลที่ท่านเหล่านี้เอ่ยถึงว่ามีชื่อเสียง (ชาวไทย และชาวต่างชาติระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย) ไม่เป็นที่รู้จักในสังคมภายนอก การจัดงานแต่ละครั้งก็จะมีแต่คนในวงการเท่านั้น แม้แต่การจัดจ้างผู้จัดงานก็เป็นคนในวงการ จึงไม่มีมุมมองใหม่ๆ และไม่มีการสื่อสารไปสู่คนภายนอก ที่สำคัญคือท่านนักวิชาการเหล่านี้สื่อสารไม่เป็น แต่พยายามจะสื่อสาร เพราะคิดว่าทำเป็น และไม่ค่อยฟังคำแนะนำจากใคร ยิ่งสังคม (ผู้รับสาร) ไทยที่ผู้คนในสังคมไม่พร้อมจะรับฟังเรื่องยากๆ ไม่อดทนฟังเรื่องหรืออ่านรายละเอียดยาวๆ จึงยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่จะทำให้ผู้รับสารเข้าใจได้ และยิ่งสื่อสารออกไปไม่ได้ แม้แต่ผู้สื่อข่าว (หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์) ก็ยังไม่สนใจ
การที่ผู้เขียนมาจากงานทางด้านเศรษฐกิจ การค้า ได้เห็นความกระตือรือร้นของสื่อ แม้แต่ในการเปิดงานสำคัญๆ ถ้าเราไม่ใช่บุคคลสำคัญในงานก็แทบจะถูกสื่อเบียดหายไป ยิ่งปัจจุบันไม่ทราบว่ามีสื่อโทรทัศน์กี่สิบช่องมาทำข่าว ซึ่งแน่นอนว่าต่างจากในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ขนาดมีตัวดึงดูดสำคัญๆ และเรื่องก็สำคัญ ยังมีสื่อที่มาทำข่าวนับจำนวนได้ ถามว่าเจ้าของเรื่องทราบไหม ผู้เขียนคิดว่า ไม่ทราบ เพราะเขาอยู่ในสังคมแบบปิดๆ ของเขา จึงไม่มีโอกาสเห็นข้อเปรียบเทียบ นอกจากนี้ข่าววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ก็มักจะไปรวมอยู่กับหน้าการศึกษา ไม่มีพื้นที่ข่าวของตัวเอง
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร มีข้อเสนอจากรายงานการศึกษาส่วนใหญ่ ว่าควรมีนักนิเทศศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ หมายความว่าต้องเป็นนักสื่อสารองค์กรที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย โดยหวังให้ผู้รายงานข่าว นอกจากจะรายงานข่าวแล้วยังสามารถสรุปและวิเคราะห์ได้ด้วย ซึ่งก็อาจจะช่วยสื่อสารต่อสังคมหรือโลกภายนอกได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญต้องเข้าใจว่า ผู้ทำหน้าที่สื่อสารองค์กร ไม่ใช่นักประชาสัมพันธ์ แต่ต้องเป็นผู้ที่วางกลยุทธ์ได้ด้วย
ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือสังคมนี้ต้องเปิดตัวไปดูโลกภายนอกด้วย ตราบใดที่ยังเป็นสังคมปิด จะหวังให้ผู้รับสารในสังคมไทยได้ทราบและสนใจเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะรัฐบาลปัจจุบันมีความเข้าใจและได้ให้ความสนใจสนับสนุนอยู่แล้ว เรียกว่าไม่มีครั้งไหนๆ ที่รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเท่าครั้งนี้ ถ้าปล่อยให้โอกาสในครั้งนี้หลุดลอยไปก็จะเป็นเรื่องน่าเศร้า







