posttoday
ดอกเบี้ยติดลบเห็นผลยาก คนฝากเงินตายก่อน

ดอกเบี้ยติดลบเห็นผลยาก คนฝากเงินตายก่อน

07 มิถุนายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ยุคของอัตราดอกเบี้ย 0% กลายเป็นคำสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้วในปัจจุบันนี้ ทั้งในฝั่งยุโรป เอเชีย หรือแม้แต่สหรัฐ ตั้งแต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 0%-ติดลบ ไปจนถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกับประชาชนคนฝากเงินทั่วๆ ไป

หลังจากที่เริ่มเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลงไปต่ำกว่า 0% ในช่วงสั้นๆ ของวิกฤตปี 2008 จนหลายประเทศพากันกดดอกเบี้ยให้อยู่ในแนว 0% ต่อเนื่องหลายปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารกลางเดนมาร์กก็กลายเป็นแบงก์ชาติแห่งแรกที่ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือน ก.ค. 2012 เพื่อหนีภาวะเงินฝืดแบบเชิงรุก จนกระทั่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เดินตามรอยเป็นรายล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. 2016 กับอัตราดอกเบี้ยลบ 0.1% และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ขยายการติดลบให้เข้มข้นกว่าเดิมเป็นลบ 0.4% เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

ในเชิงหลักการที่เข้าใจได้ง่ายนั้น นโยบายดอกเบี้ยติดลบ (เรียกเก็บกับสถาบันการเงินที่ฝากเงินกับธนาคารกลาง) คือการกดดันให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปและภาคธุรกิจเอกชนกู้มาลงทุนและจับจ่ายใช้สอย โดยมีผลทางอ้อมที่สำคัญอีกด้านคือ กดดันค่าเงินให้อ่อนค่าลงเพื่อประโยชน์ต่อภาคการส่งออก

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีประเทศไหนที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนเพียงพอว่าการใช้นโยบายเชิงรุกเช่นนี้จะให้ผลลัพธ์เชิงบวกที่คุ้มค่ามากพอกับผลกระทบเชิงลบที่เสียไปอีกด้าน
หรือไม่

แน่นอนว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก แทบไม่มีใครเห็นด้วยกับนโยบายดอกเบี้ยติดลบ เนื่องจากเป็นการผลักภาระให้แบงก์พาณิชย์และสถาบันการเงินรายใหญ่ต้องรับภาระไปมากที่สุด จากการที่ฝากเงินกับธนาคารกลางแล้วไม่ได้รับดอกเบี้ย ตรงกันข้ามกลับต้องเสียดอกเบี้ยเงินค่าฝากอีก แถมผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังสาละวันเตี้ยลง กลายเป็นเรื่องยากกับการบริหารสภาพคล่องในมือ

ทว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าคงหนีไม่พ้นประชาชนคนฝากเงินทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพที่สามารถหาทางเลือกอื่นได้ดีพอในยุคดอกเบี้ย 0% และกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ประชากรในวัยเกษียณทั้งในปัจจุบัน และที่กำลังจะแก่ก่อนรวย ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะออมในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น เงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก

ปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปในกลุ่มแบงก์พาณิชย์รายใหญ่ในญี่ปุ่น อาทิ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (เอ็มยูเอฟจี) และซูมิโตโม มิตซุย (เอสเอ็มบีซี) อยู่ที่ราว 0.001% เท่านั้น โดยมีเงินฝากประจำอายุ 1 ปี ให้ดอกเบี้ยสูงสุดที่ 0.01% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ราว 2.48% และดอกเบี้ยเงินกู้บ้านระยะ 10 ปี อยู่ที่ราว 0.7-0.9%  

ขณะที่ฝั่งยุโรปหลายประเทศนั้นก็เผชิญภาวะไม่ต่างกัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปี โดยเฉลี่ยในประเทศเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก อยู่ที่ไม่เกิน 0.1% หรือเท่ากับได้ดอกเบี้ยปีละ 10 ยูโรต่อเงินฝาก 1 หมื่นยูโร และหากจะหันไปหาพันธบัตรรัฐบาลที่มีความปลอดภัยสูงเทียบเท่า ก็ให้ผลลัพธ์ที่แทบจะไม่ต่างกัน เพราะให้ผลตอบแทนในระดับ 0% กันแทบทั้งหมดแล้ว

จากข้อมูลเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มิ.ยที่ผ่านมา พบว่าพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนราว 0.065% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปี ให้ผลตอบแทนที่ลบ 0.53% หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่อีซีบีประกาศขยายอัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมเมื่อเดือน มี.ค.

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นอัตราการออมผ่านเงินฝากธนาคารลดลงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบเหล่านี้ โดยในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่อยู่ภายใต้นโยบายการเงินของ
อีซีบีนั้น มีอัตราการเปิดบัญชีลดลงโดยเฉลี่ย 39% นับตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีรายงานการเข้าซื้อตู้เซฟเก็บเงินกันเองมากขึ้น โดยเฉพาะตู้เซฟขนาดกลางราคาประมาณ 700 เหรียญสหรัฐ
(ราว 2.5 หมื่นบาท)

ในทางกลับกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงตามนั้นกลับไม่สามารถช่วยกระตุ้นการกู้ยืมเพื่อลงทุนหรือใช้จ่ายได้มากนัก โดยในญี่ปุ่นมีปัจจัยกดดันจากแผนการขึ้นภาษีขายในปีหน้ากดดันอยู่ (ล่าสุดมีการประกาศเลื่อนออกไปอีก 2 ปีแล้ว) อีกทั้งการใช้นโยบายดอกเบี้ย 0% นั้น ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา ซึ่งอาจส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาต่อประเทศที่มีอัตราการออมสูงเช่นญี่ปุ่น

โทโมฮิสะ ฟูจิกิ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราดอกเบี้ยของบริษัทหลักทรัพย์ พีเอ็นบี พาริบาส์ ในญี่ปุ่น ให้มุมมองกับวอลสตรีทเจอร์นัล ก่อนหน้านี้ในเดือน เม.ย. ว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำมีผลต่อความต้องการสินเชื่อน้อยมาก และตลาดเงินก็มีทิศทางย่ำแย่ลง ซึ่งหลายสิ่งไม่เป็นไปตามแผนหรือนโยบายที่รัฐตั้งความหวังเอาไว้ สอดคล้องกับรายงานข่าวของหลายสำนักว่า ธนาคารรายใหญ่ต้องหันไปรุกธุรกรรมเอ็มแอนเอในดีลใหญ่ที่ตลาดต่างประเทศ เช่น การที่มิซูโฮร่วมปล่อยสินเชื่อบางส่วนให้บริษัท แอนฮอยเซอร์ บุช ซื้อกิจการแซบ มิลเลอร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลที่ใหญ่ที่สุดในปี 2015  

ส่วนในฝั่งยุโรปนั้น ก็ไม่สามารถกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนได้มากพอเช่นกัน โดยผลการสำรวจรายงานการชำระเงินในยุโรปปี 2016 โดยบริษัทติดตามทวงหนี้ อินทรัม จุสติเทีย ในสวีเดน พบว่าบริษัท 84% จากทั้งหมด 9,440 ราย มองว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่ได้มีผลจูงใจให้บริษัทต้องการลงทุน ในทางกลับกันกลับเป็นสัญญาณลบทางเศรษฐกิจให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น 

เท่ากับว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกเช่นนี้ ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นปัจจัยลบกดดันเงินออมของกลุ่มผู้เกษียณอายุ รวมถึงกดดันกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องเก็บเงินสำหรับวัยเกษียณ

ผลกระทบที่สำคัญอีกด้านก็คือ ดอกเบี้ย 0% ยังผลักดันให้คนทั่วไปต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการออม ซึ่งไร้ความเสี่ยงและมีเงินต้นครบถ้วน ไปเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง และยิ่งอยู่ในยุคดอกเบี้ยถูกเท่าไร ก็ยิ่งกดดันให้คนหันไปหาการลงทุนความเสี่ยงสูงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายอาจนำไปสู่การเกิดปัญหาใหม่อย่าง “ฟองสบู่สินทรัพย์” ขึ้นมาแทน

ที่ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งใช้ดอกเบี้ยติดลบมาได้เกือบ 4 ปีแล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ลบ 0.65% นั้น กำลังเกิดความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ขึ้นมา เนื่องจากประชาชนที่หมดหวังกับการฝากเงินในแบงก์ หรือพันธบัตรรัฐบาล และไม่ต้องการเสี่ยงกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนสูงนั้น ได้หันไปหาการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์กันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาอสังหาฯ ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ขยายตัวได้เพียง 0.5% เท่านั้นในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือภาวะเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. ติดลบ 0.3% เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน 

ราคาอพาร์ตเมนต์ในเดนมาร์กปรับตัวขึ้น 11.6% ในเดือน ก.พ. เช่นเดียวกับราคาบ้านที่ขยายตัวขึ้น 5.3% โดยราคาได้ขยับขึ้นมาแล้วถึง 50% เมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 จากรายงานการประเมินของนอร์เดีย เครดิต

เดวิด ฮอฟแมน หัวหน้าคณะผู้แทนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในเดนมาร์ก เคยแสดงความกังวลก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค. ว่า รัฐบาลและแบงก์ชาติเดนมาร์ก จำเป็นต้องออกมาตรการเชิงรับมาสกัดความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ได้แล้ว เพื่อควบคุมก่อนสายเกินไป โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกถึงเวลาปรับทิศสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้นหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท