
มาตรการลงโทษทางแพ่ง หนุนพัฒนาตลาดทุนไทย
ความหวังเรื่องตลาดทุนไทยจะสามารถพัฒนาไปได้ไกลอีกมากเริ่มเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ความหวังเรื่องตลาดทุนไทยจะสามารถพัฒนาไปได้ไกลอีกมากเริ่มเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ พ.ศ. 2535 ให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดแทนมาตรการลงโทษทางอาญาได้บางกรณี เพื่อให้การดำเนินคดีต่างๆ เดินหน้าหาจุดจบได้เร็วขึ้น
ปัจจุบันใช้การกล่าวโทษเป็นคดีอาญา และการสอบสวนจะต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย ผ่านหลายหน่วยงานกว่าจะนำไปสู่ชั้นศาล ถ้าเห็นสั่งฟ้อง แต่หลายคดีไปไม่ถึงที่สุด เพราะคดีตลาดทุน การหาองค์ประกอบของพยานแวดล้อมเป็นเรื่องที่ลำบากกว่าคดีอาญาทั่วๆ ไป เมื่อเห็นผลยุติน้อย ทำให้ผู้ทำผิดไม่เกรงกลัวและสังคมไม่เชื่อมั่น หากการบังคับใช้กฎหมายของไทยดีขึ้น เชื่อว่าจะมีผลต่อการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน (CG Watch)
มาตรการทางแพ่งน่าจะนำมาใช้ได้ภายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือน มิ.ย.นี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ก่อนจะประกาศใช้เป็นทางการภายในปี 2559 เชื่อว่าสามารถพิจารณาคดีได้เร็วขึ้นมากจากหลายปัจจัย เช่น ปัจจุบันศาลแพ่งพิจารณาเฉพาะคดีใหญ่ ทุนทรัพย์มากกว่า 3 แสนบาท ต่ำกว่านั้นอยู่ในศาลแขวง และที่ผ่านมาศาลแพ่งมีการบริหารจัดการ ทำให้การพิจารณาคดีจบลงได้ภายใน 1 ปี ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าสมัยก่อนที่ต้องใช้เวลานานประมาณ 3 ปี
แต่ก็มิใช่ว่าทุกคดีจะไปจบลงที่ศาลแพ่งทั้งหมด
“ศักรินทร์ ร่วมรังษี” ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รับผิดชอบในเรื่องกฎหมาย กล่าวว่า การจะส่งฟ้องที่ศาลใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาข้อมูล
และหลักฐานของ ก.ล.ต. เมื่อตัดสินใจว่าจะส่งฟ้องศาลแพ่ง ก็จะส่งให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการทางแพ่ง ประกอบด้วยกรรมการ 5 คน อาทิ อัยการสูงสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
(ดีเอสไอ) เลขาธิการ ก.ล.ต. โดยตำแหน่ง
ความผิดที่จะเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการชุดนี้ ได้แก่ 1.การเปิดเผยข้อมูลเท็จ 2.การใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์จากการซื้อขายหลักทรัพย์(อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) 3.การสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) 4.การทุจริตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และ 5.การประกอบธุรกิจเถื่อน
สำหรับบทลงโทษทางแพ่ง มี 5 ด้านคือ 1.ค่าปรับจำนวน 2 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ 2.จะถูกเรียกคืนผลประโยชน์จากการกระทำที่ไม่เหมาะสม 3.ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำคดีของ ก.ล.ต. 4.ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในตลาดทุน และ 5.ห้ามการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ส่วนจะถูกลงโทษอย่างไรขึ้นอยู่กับการกระทำความผิด เช่น การปั่นหุ้น จะถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ หรือหากทำผิดหน้าที่กรรมการ จะห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ กำหนดสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
“ทางแพ่ง ในโทษปรับ คนทำผิดจะเจอ 3 เด้ง คือ โทษปรับ 2 เท่าของผลประโยชน์ และถูกริบผลประโยชน์คืนด้วยอีก 1 เท่า ส่วนการเปรียบเทียบปรับกำหนดไม่เกิน 2 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับ”
แต่ไม่ว่าจะใช้กฎหมายใดมาลงโทษผู้กระทำความผิดในตลาดทุน สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ “นักลงทุน” จะต้องปรับตัวให้รู้เท่าทันกลโกง ไม่ควรโลภมากหวังแต่จะได้กำไรโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน มิเช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่ออยู่ร่ำไป และกฎหมายจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากสังคม ถึงเวลาแล้วที่เราควรหยุดให้การสนับสนุนคนผิดหรือบริษัทที่หาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง!!!







